Radiesse: หลักการ CaHA และระยะคงผล
Radiesse: หลักการ CaHA และระยะคงผล
Radiesse: หลักการ CaHA และระยะคงผล
เหตุที่ระยะคงผลของเรเดียสอยู่ที่ 12–18 เดือน: CMC อยู่ได้ 3–4 เดือน ส่วนที่เหลือคือคอลลาเจนจาก CaHA
Radiesse คืออะไร? เจาะลึกกลไกสารสร้างคอลลาเจน (CMC, CaHA) และระยะเวลาผลลัพธ์
เมื่อวันอังคารที่แล้ว
มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมคำถามว่า "ทำไมรู้สึกว่า Radiesse อยู่ได้แค่ 3 เดือนเองคะ?"
"ฉีดมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วรู้สึกว่าหน้ามันยุบฮวบลงไปเลยค่ะ"
"แบบนี้จะไม่แย่กว่าฟิลเลอร์หรอคะ..." นี่คือสิ่งที่คุณหมอได้ยินบ่อยๆ ครับ
จริงๆ แล้ว เมื่อร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ มันจะคงอยู่ได้นานมากครับ
เปรียบเหมือนเวลาเราหกล้มแล้วเกิดแผลเป็น
ตอนแรกแผลอาจจะดูใหญ่ แต่สุดท้ายผิวจุดนั้นก็ยังคงรูปเดิมไปอีกนาน
หลักการเดียวกันเลยครับ!

สรุปแบบเร็วๆ
บทสรุป: โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse จะอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือนครับ
เพียงแต่ในช่วงเดือนที่ 3-4 จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือน "ยุบลง" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง
เกณฑ์ชี้วัด: หลังจากที่ CMC เจลสลายไปแล้ว (ช่วง 3-4 เดือน) คอลลาเจนธรรมชาติที่สร้างขึ้นจาก CaHA ยังคงอยู่ไหม? และพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังจากนั้นทำลายผลลัพธ์เหล่านั้นหรือเปล่า
สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้: ทำไมคำว่า "อยู่ได้แค่ 3 เดือน" กับ "อยู่ได้นานกว่า 1 ปี" ถึงเป็นจริงทั้งคู่? พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าในเคสของคุณ ควรจะกลับมาทำซ้ำตอนไหนดี
หัวข้อในบล็อกนี้:
ความจริงของช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกเหมือน Radiesse "อยู่ได้แค่ 3 เดือน"
หลักฐานยืนยันระยะเวลา 12-18 เดือน: ความต่างของเวลาในการสลายตัวของ CMC กับการสร้างคอลลาเจนด้วย CaHA
ข้อมูลความคงทนตามตำแหน่งและสภาพผิว, จังหวะการฉีดซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยล็อกผลให้อยู่นานขึ้น
ระยะเวลาของ Radiesse หากดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ
Radiesse คือโปรแกรม skin booster และงานเพิ่มวอลลุ่มผิวที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากของ CaHA (calcium hydroxyapatite) แขวนลอยอยู่ใน CMC (carboxymethylcellulose) เจล
หากเรามองแค่ว่า "ระยะเวลาที่เจลคงอยู่ = ระยะเวลาของผลลัพธ์" เหมือนกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกทั่วไป
เราก็จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาระหว่างทางครับ
เพราะสำหรับ Radiesse นั้น ตัวเจลจะสลายตัวไปก่อน (ภายใน 3-4 เดือน) จากนั้นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่เหลืออยู่จึงจะเริ่มทำงานต่อ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ถึงเจอกลุ่มที่บอกว่า "3 เดือนก็หมดฤทธิ์แล้ว"
ผสมปนเปไปกับกลุ่มรีวิวที่บอกว่า "ผลลัพธ์อยู่ได้นานเกินปีเลยนะ" จนทำให้สับสนไปหมด
Radiesse อยู่ได้นาน 12-18 เดือน ความต่างของเวลาในการทำงานของ CaHA และ CMC คือคำตอบครับ
"ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม
แต่ในระหว่างนั้น CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทดแทน ทำให้คงวอลลุ่มไว้ได้นานกว่า 1 ปีครับ
"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)
ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม
แต่ระหว่างนั้น CaHA จะคอยกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงคงวอลลุ่มธรรมชาติได้ยาวนานเป็นปีครับ
จุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากคือการคิดว่า "วอลลุ่มที่สัมผัสได้ในตอนแรก = เจลคงอยู่"
ในช่วงแรก CMC เจลจะทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ ทำให้ใบหน้าดูเต็มและอิ่มฟูขึ้นตามการแสดงอารมณ์หรืออาการบวมหลังทำ
แต่เมื่อเจลเริ่มสลายตัวไปในช่วงเดือนที่ 3-4
คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกทันทีว่า "ทำไมหน้ายุบเร็วจัง"
ทว่าความจริงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ
ในสภาวะที่เจลค่อยๆ ลดลง อนุภาค CaHA จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast)
เพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ (หลักๆ คือ Type I และ III) ขึ้นมาทดแทน
พูดง่ายๆ ก็คือ มีการรับส่งไม้ต่อจาก "วอลลุ่มของเจลที่มองเห็นตอนแรก" ไปสู่ "วอลลุ่มจากคอลลาเจนธรรมชาติที่ผิวเราสร้างขึ้นมาเอง" นั่นเองครับ

และเราต้องพูดถึงเรื่องความเจ็บกันด้วยครับ
เนื่องจาก Radiesse มีความหนืดสูง
และจำเป็นต้องใช้แรงดันในการเดินยาค่อนข้างเยอะ สำหรับคนไข้ที่ไวต่อความรู้สึก อาจจะจำได้ว่าเจ็บมากกว่าปกติ
ดังนั้น แพทย์จึงมักพิจารณาผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย
ซึ่งการผสมยาชาช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การผสม Lidocaine จะทำให้ประสิทธิภาพของ Radiesse สั้นลงในทางกลไกแต่อย่างใด
ในทางคลินิก การที่คนไข้เจ็บน้อยลงจนลดอาการเกร็งใบหน้า และไม่ไปลูบคลำหน้าบ่อยๆ หลังทำเสร็จใหม่ๆ กลับเป็นผลดีต่อผลลัพธ์มากกว่าครับ
แน่นอนว่าไม่ใช่การ "ยิ่งผสมเยอะยิ่งดี" นะครับ
คุณหมอจะต้องคำนวณสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยพิจารณาจากความหนืดและการกระจายตัวของตัวยาเป็นหลัก

ถ้าได้ฟังเคสนี้ทุกคนอาจจะเซอร์ไพรส์นะครับ
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 33 ปีเข้ามาปรึกษา พร้อมบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ถึงปีด้วยซ้ำ"
แต่ทว่า
หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ คนไข้ส่งฟีดแบ็กกลับมาว่า "รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าดูสดใส ไม่โทรม เร็วกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ"
นี่แหละครับคือการทำงานของ CMC เจลในช่วงแรกที่ช่วยเติมวอลลุ่มทันทีบวกกับอาการบวมนิดๆ ที่ทำให้เห็นผลเร็ว
ผมเลยแนะนำให้คนไข้คนนี้ลองกลับมาเช็กกระจกอีกครั้งหลังจากผ่านไป 3 เดือนครึ่งครับ
เพราะถึงแม้ตอนนั้นจะเริ่มรู้สึกว่า "หน้ายุบลงบ้าง" แต่จะได้แยกแยะออกว่าวอลลุ่มที่เหลืออยู่จริงหลังจากนั้นคือส่วนไหน
คีย์เวิร์ดสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
ในการประเมินผลลัพธ์ของ Radiesse เราต้องดูที่ "โครงสร้างคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่" ไม่ใช่ "ระยะเวลาที่เจลหลงเหลืออยู่" ครับ
หลังจากผ่านช่วงวัดใจในเดือนที่ 3-4 ไปแล้ว
หลังจากนั้นแหละครับคือของจริงที่จะอยู่กับเราไปยาวๆ
ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ในแต่ละเคสจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
ลองเช็กสภาพผิวของคุณจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
นี่คือตารางที่อิงจากเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จริงที่ผมใช้ในการประเมินคนไข้ที่คลินิกครับ
แม้จะเป็นการฉีด Radiesse เหมือนกัน แต่ระยะเวลาผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในช่วง 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด, ความหนาของผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ
สภาพผิว/พฤติกรรม | ความรู้สึกในช่วงเดือนที่ 3-4 | ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ | คำแนะนำเรื่องจังหวะการทำซ้ำ |
|---|---|---|---|
ผิวบางและค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่าย | จะรู้สึกว่าหน้า "ยุบ" ค่อนข้างชัดเจน | ใกล้เคียงกับช่วง 12 เดือน | เทียบรูปถ่ายหลังทำในช่วงเดือนที่ 9-12 เพื่อพิจารณาทำซ้ำ |
ผิวมีความหนาพอดี วอลลุ่มหน้าไม่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป | ไม่ค่อยรู้สึกสั่นคลอนในช่วงเปลี่ยนผ่านแรก | มีโอกาสอยู่ได้นานถึง 15-18 เดือน | สามารถฉีดทัชอัพเติมเต็มได้ในช่วงเดือนที่ 12-15 |
สูบบุหรี่ / นอนน้อย / น้ำหนักตัวขึ้นลงฮวบฮาบบ่อย | พอหมดบวมช่วงแรกแล้วจะรู้สึกหน้าตอบลงทันที | อาจรู้สึกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 12 เดือน | ควรเข้ามาตรวจเช็กในช่วงเดือนที่ 8-10 ก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดไป |
กลัวเจ็บมาก + มีความตึงเครียดสะสมสูง (ชอบกัดฟันแน่น) | มักมีความทรงจำฝังใจเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ | ความพึงพอใจจะต่างกันมากกว่าตัวเลขระยะเวลาจริง | เน้นวางแผนเรื่องการผสมยาชา / การแปะยาชาอย่างตรงจุด |
ส่วนวิธีการล็อกผลให้อยู่ยาวขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่คิดครับ
ข้อแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
ข้อสอง แม้จะรู้สึกว่าหน้าดูยุบลงบ้างในช่วงเดือนที่ 3-4 ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ามาฉีดเติมแบบอัดแน่นจนเกินไป (Overcorrection)
ข้อสาม ปรับพฤติกรรมทำลายคอลลาเจน เช่น การนอนไม่พอ, สูบบุหรี่ หรือการปล่อยให้น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงเร็วๆ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวยานี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ
หากฉีด Radiesse ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ (nodules) หรือสัมผัสสะดุดได้ รวมถึงรอยช้ำและอาการบวมก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง
ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงหลังจากเจลสลายตัวไปแล้ว โปรแกรมนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมครับ
ถ้าได้ฟังเรื่องนี้หลายคนอาจจะทึ่งเหมือนกันครับ
เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 53 ปีบ่นกับผมก่อนทำว่า "ถ้ายาชาไม่ดีหนูคงทนเจ็บไม่ไหวแน่ๆ"
แต่พอผมปรับเทคนิคผสมยาชาและควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสม ความกังวลและความเกร็งของคนไข้ก็หายไปหมดเลยครับ
พอเข้าช่วงเดือนที่ 4 คนไข้รู้สึกเหมือนว่าหน้ายุบลงไปรอบนึง
แต่พอเอาภาพถ่ายประเมินผลในช่วงเดือนที่ 11 มาเทียบกันดู ปรากฏว่าโครงหน้าและแก้มที่ตอบกลับยังยกกระชับอยู่ดีกว่าเดิมมากจนคนไข้เองยังตกใจครับ
เคสแบบนี้เป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอดเลยครับว่า "ความรู้สึกช่วงแรก" กับ "ผลลัพธ์ที่อยู่ได้จริง" นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องมีข้อสงสัยเหล่านี้แน่นอนครับ
Q1. รู้สึกหน้ายุบช่วงเดือนที่ 3-4 แปลว่า Radiesse สลายไปหมดแล้วหรือเปล่าคะ?
A. คำตอบนี้ชัดเจนตามสถิติทางการแพทย์เลยครับ
ความยุบตัวในช่วงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาปกติที่ตัว CMC เจลจะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติครับ
จากประสบการณ์จริง ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 6-7 คนที่เข้ามาปรึกษาด้วยฟีดแบ็กคล้ายๆ กันว่า "รู้สึกยาหมดฤทธิ์แล้วตอน 3 เดือน"
แต่พอเราส่องกล้องถ่ายรูปเปรียบเทียบเทียบกับก่อนทำ
จะเห็นเลยว่าร่องริ้วรอยลึกและกรอบโครงหน้าไม่ได้ทรุดตัวกลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเลยครับ
เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป สิ่งที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เนื้อเจลในตอนแรกแล้ว
แต่คือวอลลุ่มธรรมชาติต่างหากที่ได้พลังจากคอลลาเจนใต้ผิวที่ตัวยาเพิ่งกระตุ้นสร้างขึ้นมา
ซึ่งมันจะมีคำถามอีกข้อที่คล้ายๆ กันแบบนี้ครับ
Q2. อยากให้ผลลัพธ์อยู่นานๆ ต้องฉีด Radiesse กี่รอบถึงจะพอครับ?
A. ผมขอแชร์เคสเมื่อเดือนก่อนมาตอบคำถามนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ
ในเคสของคนไข้อายุ 33 ปี หลังจากรับบริการครั้งแรกไปได้ 10 สัปดาห์ คนไข้แฮปปี้มากเพราะหน้าดูฟูสุขภาพดีขึ้นทันตา
แต่พอเข้าสู่เดือนที่ 4 ก็เริ่มกังวลว่า "เหมือนวอลลุ่มมันลดลงไปหน่อยนึงค่ะ"
แทนที่เราจะทำการฉีดซ้ำทันทีในตอนนั้น เราได้ทำการนัดประเมินอีกรอบตอนเดือนที่ 9 โดยการเอาภาพถ่ายมาสแกนดูร่วมกัน
แล้วจึงเลือกทัชอัพเฉพาะจุดที่จำเป็นพอครับ
แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะถูกต้อง"
ผมแนะนำให้ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนที่ 3-4 ไปก่อน แล้วมาร่วมกันประเมินผิวจริงในช่วงเดือนที่ 8-12 เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปจะดีที่สุดในทางปฏิบัติครับ
และนี่คือข้อสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้เลยครับ
Q3. การผสมยาชาร่วมด้วย จะอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเติมเต็มไหมคะ?
A. ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ
การผสมยาชา Lidocaine ถือเป็นศาสตร์ที่ "ถ้าใช้เป็นจะดีมาก
แต่หากผสมแบบไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องก็อาจขัดขวางผลลัพธ์ได้" ครับ
ตามทฤษฎีคือทำได้ แต่ถ้าอัตราส่วนเหลวเกินไป ตัวยาก็อาจจะไม่เกาะชั้นผิวในระดับความลึกที่เราต้องการนำส่งหลักเกณฑ์
ทางบริษัทผู้ผลิต Merz เองก็แนะนำว่าไม่ควรทำให้ตัวยาเจือจางจนเกินไปเช่นกันครับ
ในทางกลับกัน หากไม่ระงับความเจ็บให้ดีจนคนไข้เกร็งใบหน้าตลอดเวลาการรักษา
แรงเกร็งเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียต่อความสมมาตรและผลการกระจายตัวของยาได้เหมือนกัน
ดังนั้น ผมจึงมักประเมินระดับความอดทนต่อความเจ็บของคนไข้ แรงต้านของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด และระยะเวลารักษาควบคู่กันเพื่อปรับสัดส่วนยาชาให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละรายครับ
อยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมหรือไม่ผสมดี" แต่เป็น "ผสมด้วยจุดประสงค์และสัดส่วนที่แม่นยำแค่ไหน" มากกว่าครับ
หากวันนี้อยากกดย้อนความทรงจำเอาเคล็ดลับไปสักข้อนึง — ขอให้จำไว้ว่า แม้เจล Radiesse จะละลายหายไป แต่ความสวยยังไม่จบลงแค่นั้นแน่นอนครับ เพราะคอลลาเจนที่ถักทออยู่ข้างใต้ต่างหากคือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึงในระยะยาว
ในบทความหน้า เราจะมาเจาะลึกวิธีการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาฉีดรีทัช Radiesse ระหว่าง 9 เดือน VS 12 เดือน ว่าจุดไหนที่จะให้ผลคุ้มค่าที่สุด แม้จะเป็นใบหน้าเดิมแต่ทำไมผลลัพธ์และความพึงพอใจถึงเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา แล้วพบกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน บิวตี้สโตนคลินิกครับ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ
Radiesse คืออะไร? เจาะลึกกลไกสารสร้างคอลลาเจน (CMC, CaHA) และระยะเวลาผลลัพธ์
เมื่อวันอังคารที่แล้ว
มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมคำถามว่า "ทำไมรู้สึกว่า Radiesse อยู่ได้แค่ 3 เดือนเองคะ?"
"ฉีดมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วรู้สึกว่าหน้ามันยุบฮวบลงไปเลยค่ะ"
"แบบนี้จะไม่แย่กว่าฟิลเลอร์หรอคะ..." นี่คือสิ่งที่คุณหมอได้ยินบ่อยๆ ครับ
จริงๆ แล้ว เมื่อร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ มันจะคงอยู่ได้นานมากครับ
เปรียบเหมือนเวลาเราหกล้มแล้วเกิดแผลเป็น
ตอนแรกแผลอาจจะดูใหญ่ แต่สุดท้ายผิวจุดนั้นก็ยังคงรูปเดิมไปอีกนาน
หลักการเดียวกันเลยครับ!

สรุปแบบเร็วๆ
บทสรุป: โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse จะอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือนครับ
เพียงแต่ในช่วงเดือนที่ 3-4 จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือน "ยุบลง" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง
เกณฑ์ชี้วัด: หลังจากที่ CMC เจลสลายไปแล้ว (ช่วง 3-4 เดือน) คอลลาเจนธรรมชาติที่สร้างขึ้นจาก CaHA ยังคงอยู่ไหม? และพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังจากนั้นทำลายผลลัพธ์เหล่านั้นหรือเปล่า
สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้: ทำไมคำว่า "อยู่ได้แค่ 3 เดือน" กับ "อยู่ได้นานกว่า 1 ปี" ถึงเป็นจริงทั้งคู่? พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าในเคสของคุณ ควรจะกลับมาทำซ้ำตอนไหนดี
หัวข้อในบล็อกนี้:
ความจริงของช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกเหมือน Radiesse "อยู่ได้แค่ 3 เดือน"
หลักฐานยืนยันระยะเวลา 12-18 เดือน: ความต่างของเวลาในการสลายตัวของ CMC กับการสร้างคอลลาเจนด้วย CaHA
ข้อมูลความคงทนตามตำแหน่งและสภาพผิว, จังหวะการฉีดซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยล็อกผลให้อยู่นานขึ้น
ระยะเวลาของ Radiesse หากดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ
Radiesse คือโปรแกรม skin booster และงานเพิ่มวอลลุ่มผิวที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากของ CaHA (calcium hydroxyapatite) แขวนลอยอยู่ใน CMC (carboxymethylcellulose) เจล
หากเรามองแค่ว่า "ระยะเวลาที่เจลคงอยู่ = ระยะเวลาของผลลัพธ์" เหมือนกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกทั่วไป
เราก็จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาระหว่างทางครับ
เพราะสำหรับ Radiesse นั้น ตัวเจลจะสลายตัวไปก่อน (ภายใน 3-4 เดือน) จากนั้นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่เหลืออยู่จึงจะเริ่มทำงานต่อ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ถึงเจอกลุ่มที่บอกว่า "3 เดือนก็หมดฤทธิ์แล้ว"
ผสมปนเปไปกับกลุ่มรีวิวที่บอกว่า "ผลลัพธ์อยู่ได้นานเกินปีเลยนะ" จนทำให้สับสนไปหมด
Radiesse อยู่ได้นาน 12-18 เดือน ความต่างของเวลาในการทำงานของ CaHA และ CMC คือคำตอบครับ
"ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม
แต่ในระหว่างนั้น CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทดแทน ทำให้คงวอลลุ่มไว้ได้นานกว่า 1 ปีครับ
"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)
ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม
แต่ระหว่างนั้น CaHA จะคอยกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงคงวอลลุ่มธรรมชาติได้ยาวนานเป็นปีครับ
จุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากคือการคิดว่า "วอลลุ่มที่สัมผัสได้ในตอนแรก = เจลคงอยู่"
ในช่วงแรก CMC เจลจะทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ ทำให้ใบหน้าดูเต็มและอิ่มฟูขึ้นตามการแสดงอารมณ์หรืออาการบวมหลังทำ
แต่เมื่อเจลเริ่มสลายตัวไปในช่วงเดือนที่ 3-4
คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกทันทีว่า "ทำไมหน้ายุบเร็วจัง"
ทว่าความจริงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ
ในสภาวะที่เจลค่อยๆ ลดลง อนุภาค CaHA จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast)
เพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ (หลักๆ คือ Type I และ III) ขึ้นมาทดแทน
พูดง่ายๆ ก็คือ มีการรับส่งไม้ต่อจาก "วอลลุ่มของเจลที่มองเห็นตอนแรก" ไปสู่ "วอลลุ่มจากคอลลาเจนธรรมชาติที่ผิวเราสร้างขึ้นมาเอง" นั่นเองครับ

และเราต้องพูดถึงเรื่องความเจ็บกันด้วยครับ
เนื่องจาก Radiesse มีความหนืดสูง
และจำเป็นต้องใช้แรงดันในการเดินยาค่อนข้างเยอะ สำหรับคนไข้ที่ไวต่อความรู้สึก อาจจะจำได้ว่าเจ็บมากกว่าปกติ
ดังนั้น แพทย์จึงมักพิจารณาผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย
ซึ่งการผสมยาชาช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การผสม Lidocaine จะทำให้ประสิทธิภาพของ Radiesse สั้นลงในทางกลไกแต่อย่างใด
ในทางคลินิก การที่คนไข้เจ็บน้อยลงจนลดอาการเกร็งใบหน้า และไม่ไปลูบคลำหน้าบ่อยๆ หลังทำเสร็จใหม่ๆ กลับเป็นผลดีต่อผลลัพธ์มากกว่าครับ
แน่นอนว่าไม่ใช่การ "ยิ่งผสมเยอะยิ่งดี" นะครับ
คุณหมอจะต้องคำนวณสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยพิจารณาจากความหนืดและการกระจายตัวของตัวยาเป็นหลัก

ถ้าได้ฟังเคสนี้ทุกคนอาจจะเซอร์ไพรส์นะครับ
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 33 ปีเข้ามาปรึกษา พร้อมบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ถึงปีด้วยซ้ำ"
แต่ทว่า
หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ คนไข้ส่งฟีดแบ็กกลับมาว่า "รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าดูสดใส ไม่โทรม เร็วกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ"
นี่แหละครับคือการทำงานของ CMC เจลในช่วงแรกที่ช่วยเติมวอลลุ่มทันทีบวกกับอาการบวมนิดๆ ที่ทำให้เห็นผลเร็ว
ผมเลยแนะนำให้คนไข้คนนี้ลองกลับมาเช็กกระจกอีกครั้งหลังจากผ่านไป 3 เดือนครึ่งครับ
เพราะถึงแม้ตอนนั้นจะเริ่มรู้สึกว่า "หน้ายุบลงบ้าง" แต่จะได้แยกแยะออกว่าวอลลุ่มที่เหลืออยู่จริงหลังจากนั้นคือส่วนไหน
คีย์เวิร์ดสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
ในการประเมินผลลัพธ์ของ Radiesse เราต้องดูที่ "โครงสร้างคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่" ไม่ใช่ "ระยะเวลาที่เจลหลงเหลืออยู่" ครับ
หลังจากผ่านช่วงวัดใจในเดือนที่ 3-4 ไปแล้ว
หลังจากนั้นแหละครับคือของจริงที่จะอยู่กับเราไปยาวๆ
ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ในแต่ละเคสจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
ลองเช็กสภาพผิวของคุณจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
นี่คือตารางที่อิงจากเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จริงที่ผมใช้ในการประเมินคนไข้ที่คลินิกครับ
แม้จะเป็นการฉีด Radiesse เหมือนกัน แต่ระยะเวลาผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในช่วง 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด, ความหนาของผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ
สภาพผิว/พฤติกรรม | ความรู้สึกในช่วงเดือนที่ 3-4 | ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ | คำแนะนำเรื่องจังหวะการทำซ้ำ |
|---|---|---|---|
ผิวบางและค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่าย | จะรู้สึกว่าหน้า "ยุบ" ค่อนข้างชัดเจน | ใกล้เคียงกับช่วง 12 เดือน | เทียบรูปถ่ายหลังทำในช่วงเดือนที่ 9-12 เพื่อพิจารณาทำซ้ำ |
ผิวมีความหนาพอดี วอลลุ่มหน้าไม่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป | ไม่ค่อยรู้สึกสั่นคลอนในช่วงเปลี่ยนผ่านแรก | มีโอกาสอยู่ได้นานถึง 15-18 เดือน | สามารถฉีดทัชอัพเติมเต็มได้ในช่วงเดือนที่ 12-15 |
สูบบุหรี่ / นอนน้อย / น้ำหนักตัวขึ้นลงฮวบฮาบบ่อย | พอหมดบวมช่วงแรกแล้วจะรู้สึกหน้าตอบลงทันที | อาจรู้สึกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 12 เดือน | ควรเข้ามาตรวจเช็กในช่วงเดือนที่ 8-10 ก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดไป |
กลัวเจ็บมาก + มีความตึงเครียดสะสมสูง (ชอบกัดฟันแน่น) | มักมีความทรงจำฝังใจเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ | ความพึงพอใจจะต่างกันมากกว่าตัวเลขระยะเวลาจริง | เน้นวางแผนเรื่องการผสมยาชา / การแปะยาชาอย่างตรงจุด |
ส่วนวิธีการล็อกผลให้อยู่ยาวขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่คิดครับ
ข้อแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
ข้อสอง แม้จะรู้สึกว่าหน้าดูยุบลงบ้างในช่วงเดือนที่ 3-4 ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ามาฉีดเติมแบบอัดแน่นจนเกินไป (Overcorrection)
ข้อสาม ปรับพฤติกรรมทำลายคอลลาเจน เช่น การนอนไม่พอ, สูบบุหรี่ หรือการปล่อยให้น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงเร็วๆ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวยานี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ
หากฉีด Radiesse ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ (nodules) หรือสัมผัสสะดุดได้ รวมถึงรอยช้ำและอาการบวมก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง
ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงหลังจากเจลสลายตัวไปแล้ว โปรแกรมนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมครับ
ถ้าได้ฟังเรื่องนี้หลายคนอาจจะทึ่งเหมือนกันครับ
เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 53 ปีบ่นกับผมก่อนทำว่า "ถ้ายาชาไม่ดีหนูคงทนเจ็บไม่ไหวแน่ๆ"
แต่พอผมปรับเทคนิคผสมยาชาและควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสม ความกังวลและความเกร็งของคนไข้ก็หายไปหมดเลยครับ
พอเข้าช่วงเดือนที่ 4 คนไข้รู้สึกเหมือนว่าหน้ายุบลงไปรอบนึง
แต่พอเอาภาพถ่ายประเมินผลในช่วงเดือนที่ 11 มาเทียบกันดู ปรากฏว่าโครงหน้าและแก้มที่ตอบกลับยังยกกระชับอยู่ดีกว่าเดิมมากจนคนไข้เองยังตกใจครับ
เคสแบบนี้เป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอดเลยครับว่า "ความรู้สึกช่วงแรก" กับ "ผลลัพธ์ที่อยู่ได้จริง" นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องมีข้อสงสัยเหล่านี้แน่นอนครับ
Q1. รู้สึกหน้ายุบช่วงเดือนที่ 3-4 แปลว่า Radiesse สลายไปหมดแล้วหรือเปล่าคะ?
A. คำตอบนี้ชัดเจนตามสถิติทางการแพทย์เลยครับ
ความยุบตัวในช่วงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาปกติที่ตัว CMC เจลจะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติครับ
จากประสบการณ์จริง ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 6-7 คนที่เข้ามาปรึกษาด้วยฟีดแบ็กคล้ายๆ กันว่า "รู้สึกยาหมดฤทธิ์แล้วตอน 3 เดือน"
แต่พอเราส่องกล้องถ่ายรูปเปรียบเทียบเทียบกับก่อนทำ
จะเห็นเลยว่าร่องริ้วรอยลึกและกรอบโครงหน้าไม่ได้ทรุดตัวกลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเลยครับ
เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป สิ่งที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เนื้อเจลในตอนแรกแล้ว
แต่คือวอลลุ่มธรรมชาติต่างหากที่ได้พลังจากคอลลาเจนใต้ผิวที่ตัวยาเพิ่งกระตุ้นสร้างขึ้นมา
ซึ่งมันจะมีคำถามอีกข้อที่คล้ายๆ กันแบบนี้ครับ
Q2. อยากให้ผลลัพธ์อยู่นานๆ ต้องฉีด Radiesse กี่รอบถึงจะพอครับ?
A. ผมขอแชร์เคสเมื่อเดือนก่อนมาตอบคำถามนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ
ในเคสของคนไข้อายุ 33 ปี หลังจากรับบริการครั้งแรกไปได้ 10 สัปดาห์ คนไข้แฮปปี้มากเพราะหน้าดูฟูสุขภาพดีขึ้นทันตา
แต่พอเข้าสู่เดือนที่ 4 ก็เริ่มกังวลว่า "เหมือนวอลลุ่มมันลดลงไปหน่อยนึงค่ะ"
แทนที่เราจะทำการฉีดซ้ำทันทีในตอนนั้น เราได้ทำการนัดประเมินอีกรอบตอนเดือนที่ 9 โดยการเอาภาพถ่ายมาสแกนดูร่วมกัน
แล้วจึงเลือกทัชอัพเฉพาะจุดที่จำเป็นพอครับ
แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะถูกต้อง"
ผมแนะนำให้ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนที่ 3-4 ไปก่อน แล้วมาร่วมกันประเมินผิวจริงในช่วงเดือนที่ 8-12 เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปจะดีที่สุดในทางปฏิบัติครับ
และนี่คือข้อสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้เลยครับ
Q3. การผสมยาชาร่วมด้วย จะอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเติมเต็มไหมคะ?
A. ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ
การผสมยาชา Lidocaine ถือเป็นศาสตร์ที่ "ถ้าใช้เป็นจะดีมาก
แต่หากผสมแบบไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องก็อาจขัดขวางผลลัพธ์ได้" ครับ
ตามทฤษฎีคือทำได้ แต่ถ้าอัตราส่วนเหลวเกินไป ตัวยาก็อาจจะไม่เกาะชั้นผิวในระดับความลึกที่เราต้องการนำส่งหลักเกณฑ์
ทางบริษัทผู้ผลิต Merz เองก็แนะนำว่าไม่ควรทำให้ตัวยาเจือจางจนเกินไปเช่นกันครับ
ในทางกลับกัน หากไม่ระงับความเจ็บให้ดีจนคนไข้เกร็งใบหน้าตลอดเวลาการรักษา
แรงเกร็งเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียต่อความสมมาตรและผลการกระจายตัวของยาได้เหมือนกัน
ดังนั้น ผมจึงมักประเมินระดับความอดทนต่อความเจ็บของคนไข้ แรงต้านของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด และระยะเวลารักษาควบคู่กันเพื่อปรับสัดส่วนยาชาให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละรายครับ
อยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมหรือไม่ผสมดี" แต่เป็น "ผสมด้วยจุดประสงค์และสัดส่วนที่แม่นยำแค่ไหน" มากกว่าครับ
หากวันนี้อยากกดย้อนความทรงจำเอาเคล็ดลับไปสักข้อนึง — ขอให้จำไว้ว่า แม้เจล Radiesse จะละลายหายไป แต่ความสวยยังไม่จบลงแค่นั้นแน่นอนครับ เพราะคอลลาเจนที่ถักทออยู่ข้างใต้ต่างหากคือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึงในระยะยาว
ในบทความหน้า เราจะมาเจาะลึกวิธีการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาฉีดรีทัช Radiesse ระหว่าง 9 เดือน VS 12 เดือน ว่าจุดไหนที่จะให้ผลคุ้มค่าที่สุด แม้จะเป็นใบหน้าเดิมแต่ทำไมผลลัพธ์และความพึงพอใจถึงเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา แล้วพบกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน บิวตี้สโตนคลินิกครับ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?
เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ

ผิว
Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?
รอยย่นรอบดวงตาแต่ละประเภทต้องการการดูแลต่างกัน เจาะลึกว่า Rejuran HB คนเดียวพอ หรือต้องเสริม Botox

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?
กรามเริ่มกลับมาเหลี่ยมหลัง Botox? บทความนี้แนะนำสัญญาณบ่งบอกและจังหวะทำซ้ำที่เหมาะสมค่ะ

ผิว
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ผิว แบบไหนทำได้-ควรรอ และการดูแล Skin Barrier ก่อน-หลังทำ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



