• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Radiesse หมดใน 3 เดือน? จริงๆ อยู่ได้ 12–18 เดือน

Radiesse หมดใน 3 เดือน? จริงๆ อยู่ได้ 12–18 เดือน

Radiesse หมดใน 3 เดือน? จริงๆ อยู่ได้ 12–18 เดือน

เหตุผลที่ Radiesse อยู่ได้ 3 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป เพราะเจล CMC สลายไวกว่าคอลลาเจนที่เกิดตามมา

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

Radiesse คืออะไร? เจาะลึกกลไกสารสร้างคอลลาเจน (CMC, CaHA) และระยะเวลาผลลัพธ์

เมื่อวันอังคารที่แล้ว

มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมคำถามว่า "ทำไมรู้สึกว่า Radiesse อยู่ได้แค่ 3 เดือนเองคะ?"

"ฉีดมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วรู้สึกว่าหน้ามันยุบฮวบลงไปเลยค่ะ"

"แบบนี้จะไม่แย่กว่าฟิลเลอร์หรอคะ..." นี่คือสิ่งที่คุณหมอได้ยินบ่อยๆ ครับ

 

จริงๆ แล้ว เมื่อร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ มันจะคงอยู่ได้นานมากครับ

เปรียบเหมือนเวลาเราหกล้มแล้วเกิดแผลเป็น

ตอนแรกแผลอาจจะดูใหญ่ แต่สุดท้ายผิวจุดนั้นก็ยังคงรูปเดิมไปอีกนาน

หลักการเดียวกันเลยครับ!

แนวคิดไทม์ไลน์ของ CaHA และเจลที่แสดงโครงสร้างหลักของระยะเวลาคงผล 12-18 เดือนของเรดิเอสส์

สรุปแบบเร็วๆ















บทสรุป: โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse จะอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือนครับ

เพียงแต่ในช่วงเดือนที่ 3-4 จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือน "ยุบลง" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง

เกณฑ์ชี้วัด: หลังจากที่ CMC เจลสลายไปแล้ว (ช่วง 3-4 เดือน) คอลลาเจนธรรมชาติที่สร้างขึ้นจาก CaHA ยังคงอยู่ไหม? และพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังจากนั้นทำลายผลลัพธ์เหล่านั้นหรือเปล่า

สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้: ทำไมคำว่า "อยู่ได้แค่ 3 เดือน" กับ "อยู่ได้นานกว่า 1 ปี" ถึงเป็นจริงทั้งคู่? พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าในเคสของคุณ ควรจะกลับมาทำซ้ำตอนไหนดี

หัวข้อในบล็อกนี้:

  • ความจริงของช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกเหมือน Radiesse "อยู่ได้แค่ 3 เดือน"

  • หลักฐานยืนยันระยะเวลา 12-18 เดือน: ความต่างของเวลาในการสลายตัวของ CMC กับการสร้างคอลลาเจนด้วย CaHA

  • ข้อมูลความคงทนตามตำแหน่งและสภาพผิว, จังหวะการฉีดซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยล็อกผลให้อยู่นานขึ้น

 

ระยะเวลาของ Radiesse หากดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ

Radiesse คือโปรแกรม skin booster และงานเพิ่มวอลลุ่มผิวที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากของ CaHA (calcium hydroxyapatite) แขวนลอยอยู่ใน CMC (carboxymethylcellulose) เจล

หากเรามองแค่ว่า "ระยะเวลาที่เจลคงอยู่ = ระยะเวลาของผลลัพธ์" เหมือนกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกทั่วไป

เราก็จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาระหว่างทางครับ

เพราะสำหรับ Radiesse นั้น ตัวเจลจะสลายตัวไปก่อน (ภายใน 3-4 เดือน) จากนั้นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่เหลืออยู่จึงจะเริ่มทำงานต่อ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ถึงเจอกลุ่มที่บอกว่า "3 เดือนก็หมดฤทธิ์แล้ว"

ผสมปนเปไปกับกลุ่มรีวิวที่บอกว่า "ผลลัพธ์อยู่ได้นานเกินปีเลยนะ" จนทำให้สับสนไปหมด

 

Radiesse อยู่ได้นาน 12-18 เดือน ความต่างของเวลาในการทำงานของ CaHA และ CMC คือคำตอบครับ

"ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม













แต่ในระหว่างนั้น CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทดแทน ทำให้คงวอลลุ่มไว้ได้นานกว่า 1 ปีครับ













"

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)

ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม

แต่ระหว่างนั้น CaHA จะคอยกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงคงวอลลุ่มธรรมชาติได้ยาวนานเป็นปีครับ

จุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากคือการคิดว่า "วอลลุ่มที่สัมผัสได้ในตอนแรก = เจลคงอยู่"

ในช่วงแรก CMC เจลจะทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ ทำให้ใบหน้าดูเต็มและอิ่มฟูขึ้นตามการแสดงอารมณ์หรืออาการบวมหลังทำ

แต่เมื่อเจลเริ่มสลายตัวไปในช่วงเดือนที่ 3-4

คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกทันทีว่า "ทำไมหน้ายุบเร็วจัง"

ทว่าความจริงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ

ในสภาวะที่เจลค่อยๆ ลดลง อนุภาค CaHA จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast)

เพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ (หลักๆ คือ Type I และ III) ขึ้นมาทดแทน

พูดง่ายๆ ก็คือ มีการรับส่งไม้ต่อจาก "วอลลุ่มของเจลที่มองเห็นตอนแรก" ไปสู่ "วอลลุ่มจากคอลลาเจนธรรมชาติที่ผิวเราสร้างขึ้นมาเอง" นั่นเองครับ

แผนภาพหลักการระยะเวลาคงผลของเรดิเอสส์: การดูดซึมเจล CMC และขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนของ CaHA

และเราต้องพูดถึงเรื่องความเจ็บกันด้วยครับ

เนื่องจาก Radiesse มีความหนืดสูง

และจำเป็นต้องใช้แรงดันในการเดินยาค่อนข้างเยอะ สำหรับคนไข้ที่ไวต่อความรู้สึก อาจจะจำได้ว่าเจ็บมากกว่าปกติ

ดังนั้น แพทย์จึงมักพิจารณาผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย

ซึ่งการผสมยาชาช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การผสม Lidocaine จะทำให้ประสิทธิภาพของ Radiesse สั้นลงในทางกลไกแต่อย่างใด

ในทางคลินิก การที่คนไข้เจ็บน้อยลงจนลดอาการเกร็งใบหน้า และไม่ไปลูบคลำหน้าบ่อยๆ หลังทำเสร็จใหม่ๆ กลับเป็นผลดีต่อผลลัพธ์มากกว่าครับ

แน่นอนว่าไม่ใช่การ "ยิ่งผสมเยอะยิ่งดี" นะครับ

คุณหมอจะต้องคำนวณสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยพิจารณาจากความหนืดและการกระจายตัวของตัวยาเป็นหลัก

หลักฐานระยะเวลาคงผล 12-18 เดือนของเรดิเอสส์: ไทม์ไลน์การดูดซึม CMC ใน 3-4 เดือน และการคงอยู่ของคอลลาเจน CaHA

ถ้าได้ฟังเคสนี้ทุกคนอาจจะเซอร์ไพรส์นะครับ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 33 ปีเข้ามาปรึกษา พร้อมบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ถึงปีด้วยซ้ำ"

แต่ทว่า

หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ คนไข้ส่งฟีดแบ็กกลับมาว่า "รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าดูสดใส ไม่โทรม เร็วกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ"

นี่แหละครับคือการทำงานของ CMC เจลในช่วงแรกที่ช่วยเติมวอลลุ่มทันทีบวกกับอาการบวมนิดๆ ที่ทำให้เห็นผลเร็ว

ผมเลยแนะนำให้คนไข้คนนี้ลองกลับมาเช็กกระจกอีกครั้งหลังจากผ่านไป 3 เดือนครึ่งครับ

เพราะถึงแม้ตอนนั้นจะเริ่มรู้สึกว่า "หน้ายุบลงบ้าง" แต่จะได้แยกแยะออกว่าวอลลุ่มที่เหลืออยู่จริงหลังจากนั้นคือส่วนไหน

คีย์เวิร์ดสำคัญจาก หมอวี ยองจิน

ในการประเมินผลลัพธ์ของ Radiesse เราต้องดูที่ "โครงสร้างคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่" ไม่ใช่ "ระยะเวลาที่เจลหลงเหลืออยู่" ครับ

หลังจากผ่านช่วงวัดใจในเดือนที่ 3-4 ไปแล้ว

หลังจากนั้นแหละครับคือของจริงที่จะอยู่กับเราไปยาวๆ

 

ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ในแต่ละเคสจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?

ลองเช็กสภาพผิวของคุณจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ

นี่คือตารางที่อิงจากเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จริงที่ผมใช้ในการประเมินคนไข้ที่คลินิกครับ

แม้จะเป็นการฉีด Radiesse เหมือนกัน แต่ระยะเวลาผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในช่วง 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด, ความหนาของผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ

สภาพผิว/พฤติกรรม

ความรู้สึกในช่วงเดือนที่ 3-4

ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ

คำแนะนำเรื่องจังหวะการทำซ้ำ

ผิวบางและค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่าย

จะรู้สึกว่าหน้า "ยุบ" ค่อนข้างชัดเจน

ใกล้เคียงกับช่วง 12 เดือน

เทียบรูปถ่ายหลังทำในช่วงเดือนที่ 9-12 เพื่อพิจารณาทำซ้ำ

ผิวมีความหนาพอดี วอลลุ่มหน้าไม่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป

ไม่ค่อยรู้สึกสั่นคลอนในช่วงเปลี่ยนผ่านแรก

มีโอกาสอยู่ได้นานถึง 15-18 เดือน

สามารถฉีดทัชอัพเติมเต็มได้ในช่วงเดือนที่ 12-15

สูบบุหรี่ / นอนน้อย / น้ำหนักตัวขึ้นลงฮวบฮาบบ่อย

พอหมดบวมช่วงแรกแล้วจะรู้สึกหน้าตอบลงทันที

อาจรู้สึกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 12 เดือน

ควรเข้ามาตรวจเช็กในช่วงเดือนที่ 8-10 ก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดไป

กลัวเจ็บมาก + มีความตึงเครียดสะสมสูง (ชอบกัดฟันแน่น)

มักมีความทรงจำฝังใจเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ

ความพึงพอใจจะต่างกันมากกว่าตัวเลขระยะเวลาจริง

เน้นวางแผนเรื่องการผสมยาชา / การแปะยาชาอย่างตรงจุด

ส่วนวิธีการล็อกผลให้อยู่ยาวขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่คิดครับ

ข้อแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

ข้อสอง แม้จะรู้สึกว่าหน้าดูยุบลงบ้างในช่วงเดือนที่ 3-4 ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ามาฉีดเติมแบบอัดแน่นจนเกินไป (Overcorrection)

ข้อสาม ปรับพฤติกรรมทำลายคอลลาเจน เช่น การนอนไม่พอ, สูบบุหรี่ หรือการปล่อยให้น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงเร็วๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวยานี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ

หากฉีด Radiesse ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ (nodules) หรือสัมผัสสะดุดได้ รวมถึงรอยช้ำและอาการบวมก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง

ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงหลังจากเจลสลายตัวไปแล้ว โปรแกรมนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมครับ

 

ถ้าได้ฟังเรื่องนี้หลายคนอาจจะทึ่งเหมือนกันครับ

เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 53 ปีบ่นกับผมก่อนทำว่า "ถ้ายาชาไม่ดีหนูคงทนเจ็บไม่ไหวแน่ๆ"

แต่พอผมปรับเทคนิคผสมยาชาและควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสม ความกังวลและความเกร็งของคนไข้ก็หายไปหมดเลยครับ

พอเข้าช่วงเดือนที่ 4 คนไข้รู้สึกเหมือนว่าหน้ายุบลงไปรอบนึง

แต่พอเอาภาพถ่ายประเมินผลในช่วงเดือนที่ 11 มาเทียบกันดู ปรากฏว่าโครงหน้าและแก้มที่ตอบกลับยังยกกระชับอยู่ดีกว่าเดิมมากจนคนไข้เองยังตกใจครับ

เคสแบบนี้เป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอดเลยครับว่า "ความรู้สึกช่วงแรก" กับ "ผลลัพธ์ที่อยู่ได้จริง" นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คำถามที่พบบ่อยเรื่องระยะเวลาคงผลของเรดิเอสส์ การผสมลิโดเคน ระยะเวลาคงอยู่ การฉีดซ้ำ และผลข้างเคียง

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องมีข้อสงสัยเหล่านี้แน่นอนครับ

 

Q1. รู้สึกหน้ายุบช่วงเดือนที่ 3-4 แปลว่า Radiesse สลายไปหมดแล้วหรือเปล่าคะ?

A. คำตอบนี้ชัดเจนตามสถิติทางการแพทย์เลยครับ

ความยุบตัวในช่วงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาปกติที่ตัว CMC เจลจะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติครับ

จากประสบการณ์จริง ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 6-7 คนที่เข้ามาปรึกษาด้วยฟีดแบ็กคล้ายๆ กันว่า "รู้สึกยาหมดฤทธิ์แล้วตอน 3 เดือน"

แต่พอเราส่องกล้องถ่ายรูปเปรียบเทียบเทียบกับก่อนทำ

จะเห็นเลยว่าร่องริ้วรอยลึกและกรอบโครงหน้าไม่ได้ทรุดตัวกลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเลยครับ

เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป สิ่งที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เนื้อเจลในตอนแรกแล้ว

แต่คือวอลลุ่มธรรมชาติต่างหากที่ได้พลังจากคอลลาเจนใต้ผิวที่ตัวยาเพิ่งกระตุ้นสร้างขึ้นมา

 

ซึ่งมันจะมีคำถามอีกข้อที่คล้ายๆ กันแบบนี้ครับ

 

Q2. อยากให้ผลลัพธ์อยู่นานๆ ต้องฉีด Radiesse กี่รอบถึงจะพอครับ?

A. ผมขอแชร์เคสเมื่อเดือนก่อนมาตอบคำถามนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ในเคสของคนไข้อายุ 33 ปี หลังจากรับบริการครั้งแรกไปได้ 10 สัปดาห์ คนไข้แฮปปี้มากเพราะหน้าดูฟูสุขภาพดีขึ้นทันตา

แต่พอเข้าสู่เดือนที่ 4 ก็เริ่มกังวลว่า "เหมือนวอลลุ่มมันลดลงไปหน่อยนึงค่ะ"

แทนที่เราจะทำการฉีดซ้ำทันทีในตอนนั้น เราได้ทำการนัดประเมินอีกรอบตอนเดือนที่ 9 โดยการเอาภาพถ่ายมาสแกนดูร่วมกัน

แล้วจึงเลือกทัชอัพเฉพาะจุดที่จำเป็นพอครับ

แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะถูกต้อง"

ผมแนะนำให้ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนที่ 3-4 ไปก่อน แล้วมาร่วมกันประเมินผิวจริงในช่วงเดือนที่ 8-12 เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปจะดีที่สุดในทางปฏิบัติครับ

 

และนี่คือข้อสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้เลยครับ

 

Q3. การผสมยาชาร่วมด้วย จะอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเติมเต็มไหมคะ?

A. ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ

การผสมยาชา Lidocaine ถือเป็นศาสตร์ที่ "ถ้าใช้เป็นจะดีมาก

แต่หากผสมแบบไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องก็อาจขัดขวางผลลัพธ์ได้" ครับ

ตามทฤษฎีคือทำได้ แต่ถ้าอัตราส่วนเหลวเกินไป ตัวยาก็อาจจะไม่เกาะชั้นผิวในระดับความลึกที่เราต้องการนำส่งหลักเกณฑ์

 

ทางบริษัทผู้ผลิต Merz เองก็แนะนำว่าไม่ควรทำให้ตัวยาเจือจางจนเกินไปเช่นกันครับ

 

ในทางกลับกัน หากไม่ระงับความเจ็บให้ดีจนคนไข้เกร็งใบหน้าตลอดเวลาการรักษา

แรงเกร็งเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียต่อความสมมาตรและผลการกระจายตัวของยาได้เหมือนกัน

ดังนั้น ผมจึงมักประเมินระดับความอดทนต่อความเจ็บของคนไข้ แรงต้านของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด และระยะเวลารักษาควบคู่กันเพื่อปรับสัดส่วนยาชาให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละรายครับ

อยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมหรือไม่ผสมดี" แต่เป็น "ผสมด้วยจุดประสงค์และสัดส่วนที่แม่นยำแค่ไหน" มากกว่าครับ

 

หากวันนี้อยากกดย้อนความทรงจำเอาเคล็ดลับไปสักข้อนึง — ขอให้จำไว้ว่า แม้เจล Radiesse จะละลายหายไป แต่ความสวยยังไม่จบลงแค่นั้นแน่นอนครับ เพราะคอลลาเจนที่ถักทออยู่ข้างใต้ต่างหากคือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึงในระยะยาว


ในบทความหน้า เราจะมาเจาะลึกวิธีการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาฉีดรีทัช Radiesse ระหว่าง 9 เดือน VS 12 เดือน ว่าจุดไหนที่จะให้ผลคุ้มค่าที่สุด แม้จะเป็นใบหน้าเดิมแต่ทำไมผลลัพธ์และความพึงพอใจถึงเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา แล้วพบกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน บิวตี้สโตนคลินิกครับ

 

บทความแนะนำที่น่าสนใจ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. Q1. หากรู้สึกว่า ‘หายไปแล้ว’ หลังผ่านไป 3~4 เดือน นั่นหมายความว่าเรเดียสหายไปหมดแล้วใช่ไหม?

 

A. ควรแยกออกเป็นผลลัพธ์ระยะ 3 เดือนของ CMC และผลแบบเมล็ดคอลลาเจนของ CaHA ยังมีบางอย่างที่ต้องรอเหมือนเมล็ดที่งอกขึ้นจึงจะเกิดขึ้นได้

 

Q. Q2. เพราะเรื่องระยะเวลาคงอยู่ ต้องทำเรเดียสกี่ครั้ง?

 

A. แนะนำ Radiesse ประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 1-2 เดือน

 

Q. Q3. หากผสมลิโดเคน จะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหรือผลลัพธ์ไหม?

 

A. การผสมลิโดเคนเป็นเรื่องที่ “ถ้าใช้ให้ถูกก็จะดี แต่ถ้าผสมแบบไม่ระวังอาจทำให้ผลลัพธ์ก้ำกึ่งได้” ในทางทฤษฎีทำได้ แต่ถ้าเจือจางเกินไป การยึดเกาะในชั้นที่ต้องการอาจไม่มั่นคง คำแนะนำจาก Merz คือไม่ควรเจือจางมากเกินไป

 

Q. หากต้องการให้ผลลัพธ์ของ Radiesse อยู่ได้นานขึ้น หลังทำหัตถการมีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ?

 

A. หลังทำโปรแกรมประมาณ 2 สัปดาห์ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าและการออกกำลังกายอย่างหนักนะครับ เพราะความร้อนและการสูบฉีดของเลือดที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดการดูดซึม CMC gel ในช่วงแรกเร็วขึ้นได้ และการหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสหรือ จับผิวบ่อยๆ ก็ช่วยได้เช่นกันครับ

Radiesse คืออะไร? เจาะลึกกลไกสารสร้างคอลลาเจน (CMC, CaHA) และระยะเวลาผลลัพธ์

เมื่อวันอังคารที่แล้ว

มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมคำถามว่า "ทำไมรู้สึกว่า Radiesse อยู่ได้แค่ 3 เดือนเองคะ?"

"ฉีดมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วรู้สึกว่าหน้ามันยุบฮวบลงไปเลยค่ะ"

"แบบนี้จะไม่แย่กว่าฟิลเลอร์หรอคะ..." นี่คือสิ่งที่คุณหมอได้ยินบ่อยๆ ครับ

 

จริงๆ แล้ว เมื่อร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ มันจะคงอยู่ได้นานมากครับ

เปรียบเหมือนเวลาเราหกล้มแล้วเกิดแผลเป็น

ตอนแรกแผลอาจจะดูใหญ่ แต่สุดท้ายผิวจุดนั้นก็ยังคงรูปเดิมไปอีกนาน

หลักการเดียวกันเลยครับ!

แนวคิดไทม์ไลน์ของ CaHA และเจลที่แสดงโครงสร้างหลักของระยะเวลาคงผล 12-18 เดือนของเรดิเอสส์

สรุปแบบเร็วๆ















บทสรุป: โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse จะอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือนครับ

เพียงแต่ในช่วงเดือนที่ 3-4 จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือน "ยุบลง" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง

เกณฑ์ชี้วัด: หลังจากที่ CMC เจลสลายไปแล้ว (ช่วง 3-4 เดือน) คอลลาเจนธรรมชาติที่สร้างขึ้นจาก CaHA ยังคงอยู่ไหม? และพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังจากนั้นทำลายผลลัพธ์เหล่านั้นหรือเปล่า

สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้: ทำไมคำว่า "อยู่ได้แค่ 3 เดือน" กับ "อยู่ได้นานกว่า 1 ปี" ถึงเป็นจริงทั้งคู่? พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าในเคสของคุณ ควรจะกลับมาทำซ้ำตอนไหนดี

หัวข้อในบล็อกนี้:

  • ความจริงของช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกเหมือน Radiesse "อยู่ได้แค่ 3 เดือน"

  • หลักฐานยืนยันระยะเวลา 12-18 เดือน: ความต่างของเวลาในการสลายตัวของ CMC กับการสร้างคอลลาเจนด้วย CaHA

  • ข้อมูลความคงทนตามตำแหน่งและสภาพผิว, จังหวะการฉีดซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยล็อกผลให้อยู่นานขึ้น

 

ระยะเวลาของ Radiesse หากดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ

Radiesse คือโปรแกรม skin booster และงานเพิ่มวอลลุ่มผิวที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากของ CaHA (calcium hydroxyapatite) แขวนลอยอยู่ใน CMC (carboxymethylcellulose) เจล

หากเรามองแค่ว่า "ระยะเวลาที่เจลคงอยู่ = ระยะเวลาของผลลัพธ์" เหมือนกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกทั่วไป

เราก็จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาระหว่างทางครับ

เพราะสำหรับ Radiesse นั้น ตัวเจลจะสลายตัวไปก่อน (ภายใน 3-4 เดือน) จากนั้นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่เหลืออยู่จึงจะเริ่มทำงานต่อ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ถึงเจอกลุ่มที่บอกว่า "3 เดือนก็หมดฤทธิ์แล้ว"

ผสมปนเปไปกับกลุ่มรีวิวที่บอกว่า "ผลลัพธ์อยู่ได้นานเกินปีเลยนะ" จนทำให้สับสนไปหมด

 

Radiesse อยู่ได้นาน 12-18 เดือน ความต่างของเวลาในการทำงานของ CaHA และ CMC คือคำตอบครับ

"ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม













แต่ในระหว่างนั้น CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทดแทน ทำให้คงวอลลุ่มไว้ได้นานกว่า 1 ปีครับ













"

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)

ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม

แต่ระหว่างนั้น CaHA จะคอยกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงคงวอลลุ่มธรรมชาติได้ยาวนานเป็นปีครับ

จุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากคือการคิดว่า "วอลลุ่มที่สัมผัสได้ในตอนแรก = เจลคงอยู่"

ในช่วงแรก CMC เจลจะทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ ทำให้ใบหน้าดูเต็มและอิ่มฟูขึ้นตามการแสดงอารมณ์หรืออาการบวมหลังทำ

แต่เมื่อเจลเริ่มสลายตัวไปในช่วงเดือนที่ 3-4

คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกทันทีว่า "ทำไมหน้ายุบเร็วจัง"

ทว่าความจริงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ

ในสภาวะที่เจลค่อยๆ ลดลง อนุภาค CaHA จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast)

เพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ (หลักๆ คือ Type I และ III) ขึ้นมาทดแทน

พูดง่ายๆ ก็คือ มีการรับส่งไม้ต่อจาก "วอลลุ่มของเจลที่มองเห็นตอนแรก" ไปสู่ "วอลลุ่มจากคอลลาเจนธรรมชาติที่ผิวเราสร้างขึ้นมาเอง" นั่นเองครับ

แผนภาพหลักการระยะเวลาคงผลของเรดิเอสส์: การดูดซึมเจล CMC และขั้นตอนการสร้างคอลลาเจนของ CaHA

และเราต้องพูดถึงเรื่องความเจ็บกันด้วยครับ

เนื่องจาก Radiesse มีความหนืดสูง

และจำเป็นต้องใช้แรงดันในการเดินยาค่อนข้างเยอะ สำหรับคนไข้ที่ไวต่อความรู้สึก อาจจะจำได้ว่าเจ็บมากกว่าปกติ

ดังนั้น แพทย์จึงมักพิจารณาผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย

ซึ่งการผสมยาชาช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การผสม Lidocaine จะทำให้ประสิทธิภาพของ Radiesse สั้นลงในทางกลไกแต่อย่างใด

ในทางคลินิก การที่คนไข้เจ็บน้อยลงจนลดอาการเกร็งใบหน้า และไม่ไปลูบคลำหน้าบ่อยๆ หลังทำเสร็จใหม่ๆ กลับเป็นผลดีต่อผลลัพธ์มากกว่าครับ

แน่นอนว่าไม่ใช่การ "ยิ่งผสมเยอะยิ่งดี" นะครับ

คุณหมอจะต้องคำนวณสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยพิจารณาจากความหนืดและการกระจายตัวของตัวยาเป็นหลัก

หลักฐานระยะเวลาคงผล 12-18 เดือนของเรดิเอสส์: ไทม์ไลน์การดูดซึม CMC ใน 3-4 เดือน และการคงอยู่ของคอลลาเจน CaHA

ถ้าได้ฟังเคสนี้ทุกคนอาจจะเซอร์ไพรส์นะครับ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 33 ปีเข้ามาปรึกษา พร้อมบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ถึงปีด้วยซ้ำ"

แต่ทว่า

หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ คนไข้ส่งฟีดแบ็กกลับมาว่า "รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าดูสดใส ไม่โทรม เร็วกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ"

นี่แหละครับคือการทำงานของ CMC เจลในช่วงแรกที่ช่วยเติมวอลลุ่มทันทีบวกกับอาการบวมนิดๆ ที่ทำให้เห็นผลเร็ว

ผมเลยแนะนำให้คนไข้คนนี้ลองกลับมาเช็กกระจกอีกครั้งหลังจากผ่านไป 3 เดือนครึ่งครับ

เพราะถึงแม้ตอนนั้นจะเริ่มรู้สึกว่า "หน้ายุบลงบ้าง" แต่จะได้แยกแยะออกว่าวอลลุ่มที่เหลืออยู่จริงหลังจากนั้นคือส่วนไหน

คีย์เวิร์ดสำคัญจาก หมอวี ยองจิน

ในการประเมินผลลัพธ์ของ Radiesse เราต้องดูที่ "โครงสร้างคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่" ไม่ใช่ "ระยะเวลาที่เจลหลงเหลืออยู่" ครับ

หลังจากผ่านช่วงวัดใจในเดือนที่ 3-4 ไปแล้ว

หลังจากนั้นแหละครับคือของจริงที่จะอยู่กับเราไปยาวๆ

 

ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ในแต่ละเคสจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?

ลองเช็กสภาพผิวของคุณจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ

นี่คือตารางที่อิงจากเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จริงที่ผมใช้ในการประเมินคนไข้ที่คลินิกครับ

แม้จะเป็นการฉีด Radiesse เหมือนกัน แต่ระยะเวลาผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในช่วง 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด, ความหนาของผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ

สภาพผิว/พฤติกรรม

ความรู้สึกในช่วงเดือนที่ 3-4

ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ

คำแนะนำเรื่องจังหวะการทำซ้ำ

ผิวบางและค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่าย

จะรู้สึกว่าหน้า "ยุบ" ค่อนข้างชัดเจน

ใกล้เคียงกับช่วง 12 เดือน

เทียบรูปถ่ายหลังทำในช่วงเดือนที่ 9-12 เพื่อพิจารณาทำซ้ำ

ผิวมีความหนาพอดี วอลลุ่มหน้าไม่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป

ไม่ค่อยรู้สึกสั่นคลอนในช่วงเปลี่ยนผ่านแรก

มีโอกาสอยู่ได้นานถึง 15-18 เดือน

สามารถฉีดทัชอัพเติมเต็มได้ในช่วงเดือนที่ 12-15

สูบบุหรี่ / นอนน้อย / น้ำหนักตัวขึ้นลงฮวบฮาบบ่อย

พอหมดบวมช่วงแรกแล้วจะรู้สึกหน้าตอบลงทันที

อาจรู้สึกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 12 เดือน

ควรเข้ามาตรวจเช็กในช่วงเดือนที่ 8-10 ก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดไป

กลัวเจ็บมาก + มีความตึงเครียดสะสมสูง (ชอบกัดฟันแน่น)

มักมีความทรงจำฝังใจเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ

ความพึงพอใจจะต่างกันมากกว่าตัวเลขระยะเวลาจริง

เน้นวางแผนเรื่องการผสมยาชา / การแปะยาชาอย่างตรงจุด

ส่วนวิธีการล็อกผลให้อยู่ยาวขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่คิดครับ

ข้อแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

ข้อสอง แม้จะรู้สึกว่าหน้าดูยุบลงบ้างในช่วงเดือนที่ 3-4 ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ามาฉีดเติมแบบอัดแน่นจนเกินไป (Overcorrection)

ข้อสาม ปรับพฤติกรรมทำลายคอลลาเจน เช่น การนอนไม่พอ, สูบบุหรี่ หรือการปล่อยให้น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงเร็วๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวยานี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ

หากฉีด Radiesse ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ (nodules) หรือสัมผัสสะดุดได้ รวมถึงรอยช้ำและอาการบวมก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง

ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงหลังจากเจลสลายตัวไปแล้ว โปรแกรมนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมครับ

 

ถ้าได้ฟังเรื่องนี้หลายคนอาจจะทึ่งเหมือนกันครับ

เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 53 ปีบ่นกับผมก่อนทำว่า "ถ้ายาชาไม่ดีหนูคงทนเจ็บไม่ไหวแน่ๆ"

แต่พอผมปรับเทคนิคผสมยาชาและควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสม ความกังวลและความเกร็งของคนไข้ก็หายไปหมดเลยครับ

พอเข้าช่วงเดือนที่ 4 คนไข้รู้สึกเหมือนว่าหน้ายุบลงไปรอบนึง

แต่พอเอาภาพถ่ายประเมินผลในช่วงเดือนที่ 11 มาเทียบกันดู ปรากฏว่าโครงหน้าและแก้มที่ตอบกลับยังยกกระชับอยู่ดีกว่าเดิมมากจนคนไข้เองยังตกใจครับ

เคสแบบนี้เป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอดเลยครับว่า "ความรู้สึกช่วงแรก" กับ "ผลลัพธ์ที่อยู่ได้จริง" นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คำถามที่พบบ่อยเรื่องระยะเวลาคงผลของเรดิเอสส์ การผสมลิโดเคน ระยะเวลาคงอยู่ การฉีดซ้ำ และผลข้างเคียง

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องมีข้อสงสัยเหล่านี้แน่นอนครับ

 

Q1. รู้สึกหน้ายุบช่วงเดือนที่ 3-4 แปลว่า Radiesse สลายไปหมดแล้วหรือเปล่าคะ?

A. คำตอบนี้ชัดเจนตามสถิติทางการแพทย์เลยครับ

ความยุบตัวในช่วงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาปกติที่ตัว CMC เจลจะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติครับ

จากประสบการณ์จริง ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 6-7 คนที่เข้ามาปรึกษาด้วยฟีดแบ็กคล้ายๆ กันว่า "รู้สึกยาหมดฤทธิ์แล้วตอน 3 เดือน"

แต่พอเราส่องกล้องถ่ายรูปเปรียบเทียบเทียบกับก่อนทำ

จะเห็นเลยว่าร่องริ้วรอยลึกและกรอบโครงหน้าไม่ได้ทรุดตัวกลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเลยครับ

เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป สิ่งที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เนื้อเจลในตอนแรกแล้ว

แต่คือวอลลุ่มธรรมชาติต่างหากที่ได้พลังจากคอลลาเจนใต้ผิวที่ตัวยาเพิ่งกระตุ้นสร้างขึ้นมา

 

ซึ่งมันจะมีคำถามอีกข้อที่คล้ายๆ กันแบบนี้ครับ

 

Q2. อยากให้ผลลัพธ์อยู่นานๆ ต้องฉีด Radiesse กี่รอบถึงจะพอครับ?

A. ผมขอแชร์เคสเมื่อเดือนก่อนมาตอบคำถามนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ในเคสของคนไข้อายุ 33 ปี หลังจากรับบริการครั้งแรกไปได้ 10 สัปดาห์ คนไข้แฮปปี้มากเพราะหน้าดูฟูสุขภาพดีขึ้นทันตา

แต่พอเข้าสู่เดือนที่ 4 ก็เริ่มกังวลว่า "เหมือนวอลลุ่มมันลดลงไปหน่อยนึงค่ะ"

แทนที่เราจะทำการฉีดซ้ำทันทีในตอนนั้น เราได้ทำการนัดประเมินอีกรอบตอนเดือนที่ 9 โดยการเอาภาพถ่ายมาสแกนดูร่วมกัน

แล้วจึงเลือกทัชอัพเฉพาะจุดที่จำเป็นพอครับ

แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะถูกต้อง"

ผมแนะนำให้ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนที่ 3-4 ไปก่อน แล้วมาร่วมกันประเมินผิวจริงในช่วงเดือนที่ 8-12 เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปจะดีที่สุดในทางปฏิบัติครับ

 

และนี่คือข้อสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้เลยครับ

 

Q3. การผสมยาชาร่วมด้วย จะอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเติมเต็มไหมคะ?

A. ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ

การผสมยาชา Lidocaine ถือเป็นศาสตร์ที่ "ถ้าใช้เป็นจะดีมาก

แต่หากผสมแบบไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องก็อาจขัดขวางผลลัพธ์ได้" ครับ

ตามทฤษฎีคือทำได้ แต่ถ้าอัตราส่วนเหลวเกินไป ตัวยาก็อาจจะไม่เกาะชั้นผิวในระดับความลึกที่เราต้องการนำส่งหลักเกณฑ์

 

ทางบริษัทผู้ผลิต Merz เองก็แนะนำว่าไม่ควรทำให้ตัวยาเจือจางจนเกินไปเช่นกันครับ

 

ในทางกลับกัน หากไม่ระงับความเจ็บให้ดีจนคนไข้เกร็งใบหน้าตลอดเวลาการรักษา

แรงเกร็งเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียต่อความสมมาตรและผลการกระจายตัวของยาได้เหมือนกัน

ดังนั้น ผมจึงมักประเมินระดับความอดทนต่อความเจ็บของคนไข้ แรงต้านของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด และระยะเวลารักษาควบคู่กันเพื่อปรับสัดส่วนยาชาให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละรายครับ

อยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมหรือไม่ผสมดี" แต่เป็น "ผสมด้วยจุดประสงค์และสัดส่วนที่แม่นยำแค่ไหน" มากกว่าครับ

 

หากวันนี้อยากกดย้อนความทรงจำเอาเคล็ดลับไปสักข้อนึง — ขอให้จำไว้ว่า แม้เจล Radiesse จะละลายหายไป แต่ความสวยยังไม่จบลงแค่นั้นแน่นอนครับ เพราะคอลลาเจนที่ถักทออยู่ข้างใต้ต่างหากคือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึงในระยะยาว


ในบทความหน้า เราจะมาเจาะลึกวิธีการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาฉีดรีทัช Radiesse ระหว่าง 9 เดือน VS 12 เดือน ว่าจุดไหนที่จะให้ผลคุ้มค่าที่สุด แม้จะเป็นใบหน้าเดิมแต่ทำไมผลลัพธ์และความพึงพอใจถึงเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา แล้วพบกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน บิวตี้สโตนคลินิกครับ

 

บทความแนะนำที่น่าสนใจ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. Q1. หากรู้สึกว่า ‘หายไปแล้ว’ หลังผ่านไป 3~4 เดือน นั่นหมายความว่าเรเดียสหายไปหมดแล้วใช่ไหม?

 

A. ควรแยกออกเป็นผลลัพธ์ระยะ 3 เดือนของ CMC และผลแบบเมล็ดคอลลาเจนของ CaHA ยังมีบางอย่างที่ต้องรอเหมือนเมล็ดที่งอกขึ้นจึงจะเกิดขึ้นได้

 

Q. Q2. เพราะเรื่องระยะเวลาคงอยู่ ต้องทำเรเดียสกี่ครั้ง?

 

A. แนะนำ Radiesse ประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 1-2 เดือน

 

Q. Q3. หากผสมลิโดเคน จะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหรือผลลัพธ์ไหม?

 

A. การผสมลิโดเคนเป็นเรื่องที่ “ถ้าใช้ให้ถูกก็จะดี แต่ถ้าผสมแบบไม่ระวังอาจทำให้ผลลัพธ์ก้ำกึ่งได้” ในทางทฤษฎีทำได้ แต่ถ้าเจือจางเกินไป การยึดเกาะในชั้นที่ต้องการอาจไม่มั่นคง คำแนะนำจาก Merz คือไม่ควรเจือจางมากเกินไป

 

Q. หากต้องการให้ผลลัพธ์ของ Radiesse อยู่ได้นานขึ้น หลังทำหัตถการมีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ?

 

A. หลังทำโปรแกรมประมาณ 2 สัปดาห์ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าและการออกกำลังกายอย่างหนักนะครับ เพราะความร้อนและการสูบฉีดของเลือดที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดการดูดซึม CMC gel ในช่วงแรกเร็วขึ้นได้ และการหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสหรือ จับผิวบ่อยๆ ก็ช่วยได้เช่นกันครับ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1