• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Radiesse: หลักการ CaHA และระยะคงผล

Radiesse: หลักการ CaHA และระยะคงผล

Radiesse: หลักการ CaHA และระยะคงผล

เหตุที่ระยะคงผลของเรเดียสอยู่ที่ 12–18 เดือน: CMC อยู่ได้ 3–4 เดือน ส่วนที่เหลือคือคอลลาเจนจาก CaHA

Radiesse คืออะไร? เจาะลึกกลไกสารสร้างคอลลาเจน (CMC, CaHA) และระยะเวลาผลลัพธ์

เมื่อวันอังคารที่แล้ว

มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมคำถามว่า "ทำไมรู้สึกว่า Radiesse อยู่ได้แค่ 3 เดือนเองคะ?"

"ฉีดมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วรู้สึกว่าหน้ามันยุบฮวบลงไปเลยค่ะ"

"แบบนี้จะไม่แย่กว่าฟิลเลอร์หรอคะ..." นี่คือสิ่งที่คุณหมอได้ยินบ่อยๆ ครับ

 

จริงๆ แล้ว เมื่อร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ มันจะคงอยู่ได้นานมากครับ

เปรียบเหมือนเวลาเราหกล้มแล้วเกิดแผลเป็น

ตอนแรกแผลอาจจะดูใหญ่ แต่สุดท้ายผิวจุดนั้นก็ยังคงรูปเดิมไปอีกนาน

หลักการเดียวกันเลยครับ!

레디어스 지속기간 12~18개월 핵심 구조를 보여주는 CaHA와 젤 타임라인 개념

สรุปแบบเร็วๆ












บทสรุป: โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse จะอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือนครับ

เพียงแต่ในช่วงเดือนที่ 3-4 จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือน "ยุบลง" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง

เกณฑ์ชี้วัด: หลังจากที่ CMC เจลสลายไปแล้ว (ช่วง 3-4 เดือน) คอลลาเจนธรรมชาติที่สร้างขึ้นจาก CaHA ยังคงอยู่ไหม? และพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังจากนั้นทำลายผลลัพธ์เหล่านั้นหรือเปล่า

สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้: ทำไมคำว่า "อยู่ได้แค่ 3 เดือน" กับ "อยู่ได้นานกว่า 1 ปี" ถึงเป็นจริงทั้งคู่? พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าในเคสของคุณ ควรจะกลับมาทำซ้ำตอนไหนดี

หัวข้อในบล็อกนี้:

  • ความจริงของช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกเหมือน Radiesse "อยู่ได้แค่ 3 เดือน"

  • หลักฐานยืนยันระยะเวลา 12-18 เดือน: ความต่างของเวลาในการสลายตัวของ CMC กับการสร้างคอลลาเจนด้วย CaHA

  • ข้อมูลความคงทนตามตำแหน่งและสภาพผิว, จังหวะการฉีดซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยล็อกผลให้อยู่นานขึ้น

 

ระยะเวลาของ Radiesse หากดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ

Radiesse คือโปรแกรม skin booster และงานเพิ่มวอลลุ่มผิวที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากของ CaHA (calcium hydroxyapatite) แขวนลอยอยู่ใน CMC (carboxymethylcellulose) เจล

หากเรามองแค่ว่า "ระยะเวลาที่เจลคงอยู่ = ระยะเวลาของผลลัพธ์" เหมือนกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกทั่วไป

เราก็จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาระหว่างทางครับ

เพราะสำหรับ Radiesse นั้น ตัวเจลจะสลายตัวไปก่อน (ภายใน 3-4 เดือน) จากนั้นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่เหลืออยู่จึงจะเริ่มทำงานต่อ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ถึงเจอกลุ่มที่บอกว่า "3 เดือนก็หมดฤทธิ์แล้ว"

ผสมปนเปไปกับกลุ่มรีวิวที่บอกว่า "ผลลัพธ์อยู่ได้นานเกินปีเลยนะ" จนทำให้สับสนไปหมด

 

Radiesse อยู่ได้นาน 12-18 เดือน ความต่างของเวลาในการทำงานของ CaHA และ CMC คือคำตอบครับ

"ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม










แต่ในระหว่างนั้น CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทดแทน ทำให้คงวอลลุ่มไว้ได้นานกว่า 1 ปีครับ










"

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)

ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม

แต่ระหว่างนั้น CaHA จะคอยกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงคงวอลลุ่มธรรมชาติได้ยาวนานเป็นปีครับ

จุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากคือการคิดว่า "วอลลุ่มที่สัมผัสได้ในตอนแรก = เจลคงอยู่"

ในช่วงแรก CMC เจลจะทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ ทำให้ใบหน้าดูเต็มและอิ่มฟูขึ้นตามการแสดงอารมณ์หรืออาการบวมหลังทำ

แต่เมื่อเจลเริ่มสลายตัวไปในช่วงเดือนที่ 3-4

คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกทันทีว่า "ทำไมหน้ายุบเร็วจัง"

ทว่าความจริงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ

ในสภาวะที่เจลค่อยๆ ลดลง อนุภาค CaHA จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast)

เพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ (หลักๆ คือ Type I และ III) ขึ้นมาทดแทน

พูดง่ายๆ ก็คือ มีการรับส่งไม้ต่อจาก "วอลลุ่มของเจลที่มองเห็นตอนแรก" ไปสู่ "วอลลุ่มจากคอลลาเจนธรรมชาติที่ผิวเราสร้างขึ้นมาเอง" นั่นเองครับ

레디어스 지속기간 원리 CMC 젤 흡수와 CaHA 콜라겐 생성 단계 개념도

และเราต้องพูดถึงเรื่องความเจ็บกันด้วยครับ

เนื่องจาก Radiesse มีความหนืดสูง

และจำเป็นต้องใช้แรงดันในการเดินยาค่อนข้างเยอะ สำหรับคนไข้ที่ไวต่อความรู้สึก อาจจะจำได้ว่าเจ็บมากกว่าปกติ

ดังนั้น แพทย์จึงมักพิจารณาผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย

ซึ่งการผสมยาชาช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การผสม Lidocaine จะทำให้ประสิทธิภาพของ Radiesse สั้นลงในทางกลไกแต่อย่างใด

ในทางคลินิก การที่คนไข้เจ็บน้อยลงจนลดอาการเกร็งใบหน้า และไม่ไปลูบคลำหน้าบ่อยๆ หลังทำเสร็จใหม่ๆ กลับเป็นผลดีต่อผลลัพธ์มากกว่าครับ

แน่นอนว่าไม่ใช่การ "ยิ่งผสมเยอะยิ่งดี" นะครับ

คุณหมอจะต้องคำนวณสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยพิจารณาจากความหนืดและการกระจายตัวของตัวยาเป็นหลัก

레디어스 지속기간 12~18개월 근거 CMC 3~4개월 흡수와 CaHA 콜라겐 유지 타임라인

ถ้าได้ฟังเคสนี้ทุกคนอาจจะเซอร์ไพรส์นะครับ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 33 ปีเข้ามาปรึกษา พร้อมบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ถึงปีด้วยซ้ำ"

แต่ทว่า

หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ คนไข้ส่งฟีดแบ็กกลับมาว่า "รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าดูสดใส ไม่โทรม เร็วกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ"

นี่แหละครับคือการทำงานของ CMC เจลในช่วงแรกที่ช่วยเติมวอลลุ่มทันทีบวกกับอาการบวมนิดๆ ที่ทำให้เห็นผลเร็ว

ผมเลยแนะนำให้คนไข้คนนี้ลองกลับมาเช็กกระจกอีกครั้งหลังจากผ่านไป 3 เดือนครึ่งครับ

เพราะถึงแม้ตอนนั้นจะเริ่มรู้สึกว่า "หน้ายุบลงบ้าง" แต่จะได้แยกแยะออกว่าวอลลุ่มที่เหลืออยู่จริงหลังจากนั้นคือส่วนไหน

คีย์เวิร์ดสำคัญจาก หมอวี ยองจิน

ในการประเมินผลลัพธ์ของ Radiesse เราต้องดูที่ "โครงสร้างคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่" ไม่ใช่ "ระยะเวลาที่เจลหลงเหลืออยู่" ครับ

หลังจากผ่านช่วงวัดใจในเดือนที่ 3-4 ไปแล้ว

หลังจากนั้นแหละครับคือของจริงที่จะอยู่กับเราไปยาวๆ

 

ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ในแต่ละเคสจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?

ลองเช็กสภาพผิวของคุณจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ

นี่คือตารางที่อิงจากเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จริงที่ผมใช้ในการประเมินคนไข้ที่คลินิกครับ

แม้จะเป็นการฉีด Radiesse เหมือนกัน แต่ระยะเวลาผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในช่วง 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด, ความหนาของผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ

สภาพผิว/พฤติกรรม

ความรู้สึกในช่วงเดือนที่ 3-4

ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ

คำแนะนำเรื่องจังหวะการทำซ้ำ

ผิวบางและค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่าย

จะรู้สึกว่าหน้า "ยุบ" ค่อนข้างชัดเจน

ใกล้เคียงกับช่วง 12 เดือน

เทียบรูปถ่ายหลังทำในช่วงเดือนที่ 9-12 เพื่อพิจารณาทำซ้ำ

ผิวมีความหนาพอดี วอลลุ่มหน้าไม่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป

ไม่ค่อยรู้สึกสั่นคลอนในช่วงเปลี่ยนผ่านแรก

มีโอกาสอยู่ได้นานถึง 15-18 เดือน

สามารถฉีดทัชอัพเติมเต็มได้ในช่วงเดือนที่ 12-15

สูบบุหรี่ / นอนน้อย / น้ำหนักตัวขึ้นลงฮวบฮาบบ่อย

พอหมดบวมช่วงแรกแล้วจะรู้สึกหน้าตอบลงทันที

อาจรู้สึกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 12 เดือน

ควรเข้ามาตรวจเช็กในช่วงเดือนที่ 8-10 ก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดไป

กลัวเจ็บมาก + มีความตึงเครียดสะสมสูง (ชอบกัดฟันแน่น)

มักมีความทรงจำฝังใจเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ

ความพึงพอใจจะต่างกันมากกว่าตัวเลขระยะเวลาจริง

เน้นวางแผนเรื่องการผสมยาชา / การแปะยาชาอย่างตรงจุด

ส่วนวิธีการล็อกผลให้อยู่ยาวขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่คิดครับ

ข้อแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

ข้อสอง แม้จะรู้สึกว่าหน้าดูยุบลงบ้างในช่วงเดือนที่ 3-4 ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ามาฉีดเติมแบบอัดแน่นจนเกินไป (Overcorrection)

ข้อสาม ปรับพฤติกรรมทำลายคอลลาเจน เช่น การนอนไม่พอ, สูบบุหรี่ หรือการปล่อยให้น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงเร็วๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวยานี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ

หากฉีด Radiesse ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ (nodules) หรือสัมผัสสะดุดได้ รวมถึงรอยช้ำและอาการบวมก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง

ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงหลังจากเจลสลายตัวไปแล้ว โปรแกรมนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมครับ

 

ถ้าได้ฟังเรื่องนี้หลายคนอาจจะทึ่งเหมือนกันครับ

เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 53 ปีบ่นกับผมก่อนทำว่า "ถ้ายาชาไม่ดีหนูคงทนเจ็บไม่ไหวแน่ๆ"

แต่พอผมปรับเทคนิคผสมยาชาและควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสม ความกังวลและความเกร็งของคนไข้ก็หายไปหมดเลยครับ

พอเข้าช่วงเดือนที่ 4 คนไข้รู้สึกเหมือนว่าหน้ายุบลงไปรอบนึง

แต่พอเอาภาพถ่ายประเมินผลในช่วงเดือนที่ 11 มาเทียบกันดู ปรากฏว่าโครงหน้าและแก้มที่ตอบกลับยังยกกระชับอยู่ดีกว่าเดิมมากจนคนไข้เองยังตกใจครับ

เคสแบบนี้เป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอดเลยครับว่า "ความรู้สึกช่วงแรก" กับ "ผลลัพธ์ที่อยู่ได้จริง" นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

레디어스 지속기간 FAQ 리도카인 혼합 유지기간 재시술 부작용 질문

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องมีข้อสงสัยเหล่านี้แน่นอนครับ

 

Q1. รู้สึกหน้ายุบช่วงเดือนที่ 3-4 แปลว่า Radiesse สลายไปหมดแล้วหรือเปล่าคะ?

A. คำตอบนี้ชัดเจนตามสถิติทางการแพทย์เลยครับ

ความยุบตัวในช่วงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาปกติที่ตัว CMC เจลจะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติครับ

จากประสบการณ์จริง ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 6-7 คนที่เข้ามาปรึกษาด้วยฟีดแบ็กคล้ายๆ กันว่า "รู้สึกยาหมดฤทธิ์แล้วตอน 3 เดือน"

แต่พอเราส่องกล้องถ่ายรูปเปรียบเทียบเทียบกับก่อนทำ

จะเห็นเลยว่าร่องริ้วรอยลึกและกรอบโครงหน้าไม่ได้ทรุดตัวกลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเลยครับ

เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป สิ่งที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เนื้อเจลในตอนแรกแล้ว

แต่คือวอลลุ่มธรรมชาติต่างหากที่ได้พลังจากคอลลาเจนใต้ผิวที่ตัวยาเพิ่งกระตุ้นสร้างขึ้นมา

 

ซึ่งมันจะมีคำถามอีกข้อที่คล้ายๆ กันแบบนี้ครับ

 

Q2. อยากให้ผลลัพธ์อยู่นานๆ ต้องฉีด Radiesse กี่รอบถึงจะพอคะ?

A. ผมขอแชร์เคสเมื่อเดือนก่อนมาตอบคำถามนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ในเคสของคนไข้อายุ 33 ปี หลังจากรับบริการครั้งแรกไปได้ 10 สัปดาห์ คนไข้แฮปปี้มากเพราะหน้าดูฟูสุขภาพดีขึ้นทันตา

แต่พอเข้าสู่เดือนที่ 4 ก็เริ่มกังวลว่า "เหมือนวอลลุ่มมันลดลงไปหน่อยนึงค่ะ"

แทนที่เราจะทำการฉีดซ้ำทันทีในตอนนั้น เราได้ทำการนัดประเมินอีกรอบตอนเดือนที่ 9 โดยการเอาภาพถ่ายมาสแกนดูร่วมกัน

แล้วจึงเลือกทัชอัพเฉพาะจุดที่จำเป็นพอครับ

แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะถูกต้อง"

ผมแนะนำให้ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนที่ 3-4 ไปก่อน แล้วมาร่วมกันประเมินผิวจริงในช่วงเดือนที่ 8-12 เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปจะดีที่สุดในทางปฏิบัติครับ

 

และนี่คือข้อสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้เลยครับ

 

Q3. การผสมยาชาร่วมด้วย จะอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเติมเต็มไหมคะ?

A. ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ

การผสมยาชา Lidocaine ถือเป็นศาสตร์ที่ "ถ้าใช้เป็นจะดีมาก

แต่หากผสมแบบไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องก็อาจขัดขวางผลลัพธ์ได้" ครับ

ตามทฤษฎีคือทำได้ แต่ถ้าอัตราส่วนเหลวเกินไป ตัวยาก็อาจจะไม่เกาะชั้นผิวในระดับความลึกที่เราต้องการนำส่งหลักเกณฑ์

 

ทางบริษัทผู้ผลิต Merz เองก็แนะนำว่าไม่ควรทำให้ตัวยาเจือจางจนเกินไปเช่นกันครับ

 

ในทางกลับกัน หากไม่ระงับความเจ็บให้ดีจนคนไข้เกร็งใบหน้าตลอดเวลาการรักษา

แรงเกร็งเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียต่อความสมมาตรและผลการกระจายตัวของยาได้เหมือนกัน

ดังนั้น ผมจึงมักประเมินระดับความอดทนต่อความเจ็บของคนไข้ แรงต้านของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด และระยะเวลารักษาควบคู่กันเพื่อปรับสัดส่วนยาชาให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละรายครับ

อยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมหรือไม่ผสมดี" แต่เป็น "ผสมด้วยจุดประสงค์และสัดส่วนที่แม่นยำแค่ไหน" มากกว่าครับ

 

หากวันนี้อยากกดย้อนความทรงจำเอาเคล็ดลับไปสักข้อนึง — ขอให้จำไว้ว่า แม้เจล Radiesse จะละลายหายไป แต่ความสวยยังไม่จบลงแค่นั้นแน่นอนครับ เพราะคอลลาเจนที่ถักทออยู่ข้างใต้ต่างหากคือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึงในระยะยาว


ในบทความหน้า เราจะมาเจาะลึกวิธีการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาฉีดรีทัช Radiesse ระหว่าง 9 เดือน VS 12 เดือน ว่าจุดไหนที่จะให้ผลคุ้มค่าที่สุด แม้จะเป็นใบหน้าเดิมแต่ทำไมผลลัพธ์และความพึงพอใจถึงเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา แล้วพบกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน บิวตี้สโตนคลินิกครับ

 

บทความแนะนำที่น่าสนใจ

Radiesse คืออะไร? เจาะลึกกลไกสารสร้างคอลลาเจน (CMC, CaHA) และระยะเวลาผลลัพธ์

เมื่อวันอังคารที่แล้ว

มีคนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมคำถามว่า "ทำไมรู้สึกว่า Radiesse อยู่ได้แค่ 3 เดือนเองคะ?"

"ฉีดมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วรู้สึกว่าหน้ามันยุบฮวบลงไปเลยค่ะ"

"แบบนี้จะไม่แย่กว่าฟิลเลอร์หรอคะ..." นี่คือสิ่งที่คุณหมอได้ยินบ่อยๆ ครับ

 

จริงๆ แล้ว เมื่อร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ มันจะคงอยู่ได้นานมากครับ

เปรียบเหมือนเวลาเราหกล้มแล้วเกิดแผลเป็น

ตอนแรกแผลอาจจะดูใหญ่ แต่สุดท้ายผิวจุดนั้นก็ยังคงรูปเดิมไปอีกนาน

หลักการเดียวกันเลยครับ!

레디어스 지속기간 12~18개월 핵심 구조를 보여주는 CaHA와 젤 타임라인 개념

สรุปแบบเร็วๆ












บทสรุป: โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse จะอยู่ที่ประมาณ 12-18 เดือนครับ

เพียงแต่ในช่วงเดือนที่ 3-4 จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือน "ยุบลง" จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง

เกณฑ์ชี้วัด: หลังจากที่ CMC เจลสลายไปแล้ว (ช่วง 3-4 เดือน) คอลลาเจนธรรมชาติที่สร้างขึ้นจาก CaHA ยังคงอยู่ไหม? และพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลังจากนั้นทำลายผลลัพธ์เหล่านั้นหรือเปล่า

สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้: ทำไมคำว่า "อยู่ได้แค่ 3 เดือน" กับ "อยู่ได้นานกว่า 1 ปี" ถึงเป็นจริงทั้งคู่? พร้อมเกณฑ์ตัดสินใจว่าในเคสของคุณ ควรจะกลับมาทำซ้ำตอนไหนดี

หัวข้อในบล็อกนี้:

  • ความจริงของช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกเหมือน Radiesse "อยู่ได้แค่ 3 เดือน"

  • หลักฐานยืนยันระยะเวลา 12-18 เดือน: ความต่างของเวลาในการสลายตัวของ CMC กับการสร้างคอลลาเจนด้วย CaHA

  • ข้อมูลความคงทนตามตำแหน่งและสภาพผิว, จังหวะการฉีดซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยล็อกผลให้อยู่นานขึ้น

 

ระยะเวลาของ Radiesse หากดูแค่ตัวเลขอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้ครับ

Radiesse คือโปรแกรม skin booster และงานเพิ่มวอลลุ่มผิวที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมากของ CaHA (calcium hydroxyapatite) แขวนลอยอยู่ใน CMC (carboxymethylcellulose) เจล

หากเรามองแค่ว่า "ระยะเวลาที่เจลคงอยู่ = ระยะเวลาของผลลัพธ์" เหมือนกับฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกทั่วไป

เราก็จะเกิดภาพลวงตาขึ้นมาระหว่างทางครับ

เพราะสำหรับ Radiesse นั้น ตัวเจลจะสลายตัวไปก่อน (ภายใน 3-4 เดือน) จากนั้นตัวกระตุ้นคอลลาเจนที่เหลืออยู่จึงจะเริ่มทำงานต่อ

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ถึงเจอกลุ่มที่บอกว่า "3 เดือนก็หมดฤทธิ์แล้ว"

ผสมปนเปไปกับกลุ่มรีวิวที่บอกว่า "ผลลัพธ์อยู่ได้นานเกินปีเลยนะ" จนทำให้สับสนไปหมด

 

Radiesse อยู่ได้นาน 12-18 เดือน ความต่างของเวลาในการทำงานของ CaHA และ CMC คือคำตอบครับ

"ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม










แต่ในระหว่างนั้น CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทดแทน ทำให้คงวอลลุ่มไว้ได้นานกว่า 1 ปีครับ










"

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)

ผลลัพธ์ของ Radiesse เฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 เดือน — แม้ว่า CMC เจลจะสลายตัวไปในเวลา 3-4 เดือนก็ตาม

แต่ระหว่างนั้น CaHA จะคอยกระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงคงวอลลุ่มธรรมชาติได้ยาวนานเป็นปีครับ

จุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมากคือการคิดว่า "วอลลุ่มที่สัมผัสได้ในตอนแรก = เจลคงอยู่"

ในช่วงแรก CMC เจลจะทำหน้าที่เติมเต็มพื้นที่ ทำให้ใบหน้าดูเต็มและอิ่มฟูขึ้นตามการแสดงอารมณ์หรืออาการบวมหลังทำ

แต่เมื่อเจลเริ่มสลายตัวไปในช่วงเดือนที่ 3-4

คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกทันทีว่า "ทำไมหน้ายุบเร็วจัง"

ทว่าความจริงที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ

ในสภาวะที่เจลค่อยๆ ลดลง อนุภาค CaHA จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (fibroblast)

เพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ (หลักๆ คือ Type I และ III) ขึ้นมาทดแทน

พูดง่ายๆ ก็คือ มีการรับส่งไม้ต่อจาก "วอลลุ่มของเจลที่มองเห็นตอนแรก" ไปสู่ "วอลลุ่มจากคอลลาเจนธรรมชาติที่ผิวเราสร้างขึ้นมาเอง" นั่นเองครับ

레디어스 지속기간 원리 CMC 젤 흡수와 CaHA 콜라겐 생성 단계 개념도

และเราต้องพูดถึงเรื่องความเจ็บกันด้วยครับ

เนื่องจาก Radiesse มีความหนืดสูง

และจำเป็นต้องใช้แรงดันในการเดินยาค่อนข้างเยอะ สำหรับคนไข้ที่ไวต่อความรู้สึก อาจจะจำได้ว่าเจ็บมากกว่าปกติ

ดังนั้น แพทย์จึงมักพิจารณาผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย

ซึ่งการผสมยาชาช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การผสม Lidocaine จะทำให้ประสิทธิภาพของ Radiesse สั้นลงในทางกลไกแต่อย่างใด

ในทางคลินิก การที่คนไข้เจ็บน้อยลงจนลดอาการเกร็งใบหน้า และไม่ไปลูบคลำหน้าบ่อยๆ หลังทำเสร็จใหม่ๆ กลับเป็นผลดีต่อผลลัพธ์มากกว่าครับ

แน่นอนว่าไม่ใช่การ "ยิ่งผสมเยอะยิ่งดี" นะครับ

คุณหมอจะต้องคำนวณสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยพิจารณาจากความหนืดและการกระจายตัวของตัวยาเป็นหลัก

레디어스 지속기간 12~18개월 근거 CMC 3~4개월 흡수와 CaHA 콜라겐 유지 타임라인

ถ้าได้ฟังเคสนี้ทุกคนอาจจะเซอร์ไพรส์นะครับ

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 33 ปีเข้ามาปรึกษา พร้อมบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังอะไรมากค่ะ ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ถึงปีด้วยซ้ำ"

แต่ทว่า

หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ คนไข้ส่งฟีดแบ็กกลับมาว่า "รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าดูสดใส ไม่โทรม เร็วกว่าที่คิดไว้อีกค่ะ"

นี่แหละครับคือการทำงานของ CMC เจลในช่วงแรกที่ช่วยเติมวอลลุ่มทันทีบวกกับอาการบวมนิดๆ ที่ทำให้เห็นผลเร็ว

ผมเลยแนะนำให้คนไข้คนนี้ลองกลับมาเช็กกระจกอีกครั้งหลังจากผ่านไป 3 เดือนครึ่งครับ

เพราะถึงแม้ตอนนั้นจะเริ่มรู้สึกว่า "หน้ายุบลงบ้าง" แต่จะได้แยกแยะออกว่าวอลลุ่มที่เหลืออยู่จริงหลังจากนั้นคือส่วนไหน

คีย์เวิร์ดสำคัญจาก หมอวี ยองจิน

ในการประเมินผลลัพธ์ของ Radiesse เราต้องดูที่ "โครงสร้างคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่" ไม่ใช่ "ระยะเวลาที่เจลหลงเหลืออยู่" ครับ

หลังจากผ่านช่วงวัดใจในเดือนที่ 3-4 ไปแล้ว

หลังจากนั้นแหละครับคือของจริงที่จะอยู่กับเราไปยาวๆ

 

ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Radiesse ในแต่ละเคสจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?

ลองเช็กสภาพผิวของคุณจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ

นี่คือตารางที่อิงจากเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จริงที่ผมใช้ในการประเมินคนไข้ที่คลินิกครับ

แม้จะเป็นการฉีด Radiesse เหมือนกัน แต่ระยะเวลาผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในช่วง 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด, ความหนาของผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ

สภาพผิว/พฤติกรรม

ความรู้สึกในช่วงเดือนที่ 3-4

ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ

คำแนะนำเรื่องจังหวะการทำซ้ำ

ผิวบางและค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงง่าย

จะรู้สึกว่าหน้า "ยุบ" ค่อนข้างชัดเจน

ใกล้เคียงกับช่วง 12 เดือน

เทียบรูปถ่ายหลังทำในช่วงเดือนที่ 9-12 เพื่อพิจารณาทำซ้ำ

ผิวมีความหนาพอดี วอลลุ่มหน้าไม่เปลี่ยนรวดเร็วเกินไป

ไม่ค่อยรู้สึกสั่นคลอนในช่วงเปลี่ยนผ่านแรก

มีโอกาสอยู่ได้นานถึง 15-18 เดือน

สามารถฉีดทัชอัพเติมเต็มได้ในช่วงเดือนที่ 12-15

สูบบุหรี่ / นอนน้อย / น้ำหนักตัวขึ้นลงฮวบฮาบบ่อย

พอหมดบวมช่วงแรกแล้วจะรู้สึกหน้าตอบลงทันที

อาจรู้สึกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 12 เดือน

ควรเข้ามาตรวจเช็กในช่วงเดือนที่ 8-10 ก่อนที่ผลลัพธ์จะหมดไป

กลัวเจ็บมาก + มีความตึงเครียดสะสมสูง (ชอบกัดฟันแน่น)

มักมีความทรงจำฝังใจเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ

ความพึงพอใจจะต่างกันมากกว่าตัวเลขระยะเวลาจริง

เน้นวางแผนเรื่องการผสมยาชา / การแปะยาชาอย่างตรงจุด

ส่วนวิธีการล็อกผลให้อยู่ยาวขึ้นนั้น ง่ายกว่าที่คิดครับ

ข้อแรก หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

ข้อสอง แม้จะรู้สึกว่าหน้าดูยุบลงบ้างในช่วงเดือนที่ 3-4 ก็อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ามาฉีดเติมแบบอัดแน่นจนเกินไป (Overcorrection)

ข้อสาม ปรับพฤติกรรมทำลายคอลลาเจน เช่น การนอนไม่พอ, สูบบุหรี่ หรือการปล่อยให้น้ำหนักเหวี่ยงขึ้นลงเร็วๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวยานี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ

หากฉีด Radiesse ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป อาจเกิดเป็นก้อนไตแข็งๆ (nodules) หรือสัมผัสสะดุดได้ รวมถึงรอยช้ำและอาการบวมก็เป็นปัจจัยที่ต้องระวัง

ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงหลังจากเจลสลายตัวไปแล้ว โปรแกรมนี้ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมครับ

 

ถ้าได้ฟังเรื่องนี้หลายคนอาจจะทึ่งเหมือนกันครับ

เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 53 ปีบ่นกับผมก่อนทำว่า "ถ้ายาชาไม่ดีหนูคงทนเจ็บไม่ไหวแน่ๆ"

แต่พอผมปรับเทคนิคผสมยาชาและควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสม ความกังวลและความเกร็งของคนไข้ก็หายไปหมดเลยครับ

พอเข้าช่วงเดือนที่ 4 คนไข้รู้สึกเหมือนว่าหน้ายุบลงไปรอบนึง

แต่พอเอาภาพถ่ายประเมินผลในช่วงเดือนที่ 11 มาเทียบกันดู ปรากฏว่าโครงหน้าและแก้มที่ตอบกลับยังยกกระชับอยู่ดีกว่าเดิมมากจนคนไข้เองยังตกใจครับ

เคสแบบนี้เป็นตัวพิสูจน์ชั้นยอดเลยครับว่า "ความรู้สึกช่วงแรก" กับ "ผลลัพธ์ที่อยู่ได้จริง" นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

레디어스 지속기간 FAQ 리도카인 혼합 유지기간 재시술 부작용 질문

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องมีข้อสงสัยเหล่านี้แน่นอนครับ

 

Q1. รู้สึกหน้ายุบช่วงเดือนที่ 3-4 แปลว่า Radiesse สลายไปหมดแล้วหรือเปล่าคะ?

A. คำตอบนี้ชัดเจนตามสถิติทางการแพทย์เลยครับ

ความยุบตัวในช่วงนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาปกติที่ตัว CMC เจลจะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติครับ

จากประสบการณ์จริง ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 6-7 คนที่เข้ามาปรึกษาด้วยฟีดแบ็กคล้ายๆ กันว่า "รู้สึกยาหมดฤทธิ์แล้วตอน 3 เดือน"

แต่พอเราส่องกล้องถ่ายรูปเปรียบเทียบเทียบกับก่อนทำ

จะเห็นเลยว่าร่องริ้วรอยลึกและกรอบโครงหน้าไม่ได้ทรุดตัวกลับไปเท่าจุดเริ่มต้นเลยครับ

เพราะตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป สิ่งที่ทำงานอยู่ไม่ใช่เนื้อเจลในตอนแรกแล้ว

แต่คือวอลลุ่มธรรมชาติต่างหากที่ได้พลังจากคอลลาเจนใต้ผิวที่ตัวยาเพิ่งกระตุ้นสร้างขึ้นมา

 

ซึ่งมันจะมีคำถามอีกข้อที่คล้ายๆ กันแบบนี้ครับ

 

Q2. อยากให้ผลลัพธ์อยู่นานๆ ต้องฉีด Radiesse กี่รอบถึงจะพอคะ?

A. ผมขอแชร์เคสเมื่อเดือนก่อนมาตอบคำถามนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ในเคสของคนไข้อายุ 33 ปี หลังจากรับบริการครั้งแรกไปได้ 10 สัปดาห์ คนไข้แฮปปี้มากเพราะหน้าดูฟูสุขภาพดีขึ้นทันตา

แต่พอเข้าสู่เดือนที่ 4 ก็เริ่มกังวลว่า "เหมือนวอลลุ่มมันลดลงไปหน่อยนึงค่ะ"

แทนที่เราจะทำการฉีดซ้ำทันทีในตอนนั้น เราได้ทำการนัดประเมินอีกรอบตอนเดือนที่ 9 โดยการเอาภาพถ่ายมาสแกนดูร่วมกัน

แล้วจึงเลือกทัชอัพเฉพาะจุดที่จำเป็นพอครับ

แทนที่จะบอกว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะถูกต้อง"

ผมแนะนำให้ผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านในเดือนที่ 3-4 ไปก่อน แล้วมาร่วมกันประเมินผิวจริงในช่วงเดือนที่ 8-12 เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไปจะดีที่สุดในทางปฏิบัติครับ

 

และนี่คือข้อสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้เลยครับ

 

Q3. การผสมยาชาร่วมด้วย จะอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การเติมเต็มไหมคะ?

A. ถ้าให้ตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ

การผสมยาชา Lidocaine ถือเป็นศาสตร์ที่ "ถ้าใช้เป็นจะดีมาก

แต่หากผสมแบบไม่มีสัดส่วนที่ถูกต้องก็อาจขัดขวางผลลัพธ์ได้" ครับ

ตามทฤษฎีคือทำได้ แต่ถ้าอัตราส่วนเหลวเกินไป ตัวยาก็อาจจะไม่เกาะชั้นผิวในระดับความลึกที่เราต้องการนำส่งหลักเกณฑ์

 

ทางบริษัทผู้ผลิต Merz เองก็แนะนำว่าไม่ควรทำให้ตัวยาเจือจางจนเกินไปเช่นกันครับ

 

ในทางกลับกัน หากไม่ระงับความเจ็บให้ดีจนคนไข้เกร็งใบหน้าตลอดเวลาการรักษา

แรงเกร็งเหล่านั้นก็อาจส่งผลเสียต่อความสมมาตรและผลการกระจายตัวของยาได้เหมือนกัน

ดังนั้น ผมจึงมักประเมินระดับความอดทนต่อความเจ็บของคนไข้ แรงต้านของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด และระยะเวลารักษาควบคู่กันเพื่อปรับสัดส่วนยาชาให้เหมาะสมที่สุดในแต่ละรายครับ

อยากให้มองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมหรือไม่ผสมดี" แต่เป็น "ผสมด้วยจุดประสงค์และสัดส่วนที่แม่นยำแค่ไหน" มากกว่าครับ

 

หากวันนี้อยากกดย้อนความทรงจำเอาเคล็ดลับไปสักข้อนึง — ขอให้จำไว้ว่า แม้เจล Radiesse จะละลายหายไป แต่ความสวยยังไม่จบลงแค่นั้นแน่นอนครับ เพราะคอลลาเจนที่ถักทออยู่ข้างใต้ต่างหากคือพระเอกตัวจริงที่ทำให้ใบหน้าเต่งตึงในระยะยาว


ในบทความหน้า เราจะมาเจาะลึกวิธีการตัดสินใจเลือกช่วงเวลาฉีดรีทัช Radiesse ระหว่าง 9 เดือน VS 12 เดือน ว่าจุดไหนที่จะให้ผลคุ้มค่าที่สุด แม้จะเป็นใบหน้าเดิมแต่ทำไมผลลัพธ์และความพึงพอใจถึงเปลี่ยนไปตามจังหวะเวลา แล้วพบกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน บิวตี้สโตนคลินิกครับ

 

บทความแนะนำที่น่าสนใจ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ที่บอกกันว่าขนผู้ชายเส้นหนาแล้วจะเลเซอร์เห็นผลดี อันนี้จริงแค่ครึ่งเดียวครับ

ผู้ชาย

ที่บอกว่าขนผู้ชายเส้นหนาแล้วจะทำเลเซอร์ได้ผลดี อันนี้จริงแค่ครึ่งเดียวค่ะ

คำกล่าวที่ว่า 'ขนของผู้ชายเส้นหนาเลยเลเซอร์ออกง่าย' นั้น ถูกแค่ครึ่งเดียวค่ะ วันนี้เราสรุปเหตุผลที่ทำให้จำนวนครั้งในการทำเลเซอร์แตกต่างกันไปตามความหนาแน่น ความลึก และโทนสีผิว รวมถึงวิธีการดูแลในแต่ละส่วนมาฝากกันค่ะ

รอยหนวดเขียวครึ้มต่อให้โกนแล้วก็ยังเห็นชัด สามารถจางลงได้ด้วยเลเซอร์นะคะ

ผู้ชาย

รอยหนวดเขียวครึ้มแม้จะโกนแล้วก็ยังเห็นอยู่ สามารถทำให้จางลงได้ด้วยการทำเลเซอร์นะคะ

หนวดเขียวครึ้มที่โกนเท่าไหร่ก็ยังเห็นชัด แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ผิวภายนอก แต่เป็นปัญหาที่รากขนค่ะ วันนี้เราสรุปวิธีช่วยให้รอยเขียวดูจางลงด้วยเลเซอร์กำจัดขน พร้อมกับผลลัพธ์ที่คุณสามารถคาดหวังได้จริงมาฝากกันค่ะ

เลเซอร์กําจัดขนอ่อนระหว่างคิ้ว จะปลอดภัยต่อดวงตาไหมคะ?

กำจัดขน

เลเซอร์กําจัดขนอ่อนระหว่างคิ้ว จะปลอดภัยต่อดวงตาไหมคะ?

เลเซอร์กำจัดขนคิ้วที่อยู่ใกล้กับดวงตา สามารถทำได้ถึงขั้นตอนไหนกันนะ? เราได้รวบรวมมาตรฐานความปลอดภัย, หลักการทำงาน, จำนวนครั้งที่ต้องทำ และการออกแบบทรงคิ้ว (eyebrow line design) มาไว้ให้แล้วค่ะ

กำจัดขนที่ skin clinic ต่างจากการทำแว็กซ์ยังไงบ้างคะ?

กำจัดขน

กำจัดขนที่ skin clinic ต่างจากการแว็กซ์ (waxing) ยังไงบ้างคะ?

กำจัดขนที่คลินิกผิวหนังต่างจากวิธีอื่นยังไงนะ? เราได้สรุปความต่างของหลักการทำงานระหว่างการแว็กซ์ เครื่องกำจัดขนแบบโฮมยูส และความปลอดภัยสำหรับแต่ละโทนสีผิวมาให้แล้วค่ะ

กำจัดขนทั่วเรือนร่าง (body hair removal) สามารถทำเสร็จหมดในครั้งเดียวเลยได้ไหมคะ?

กำจัดขน

กำจัดขนทั่วเรือนร่าง (body hair removal) จะทำเสร็จหมดในครั้งเดียวได้ไหมนะ?

การเลเซอร์กำจัดขนทั่วตัว (Whole Body Hair Removal) ไม่ได้เสร็จสิ้นเรียนร้อยในครั้งเดียวนะคะ แต่เป็นการสะสมจำนวนครั้งในแต่ละส่วนค่ะ วันนี้เราสรุปความแตกต่างของจำนวนครั้งที่ต้องทำในแต่ละจุด พร้อมแพลนการรักษาตามจริงมาฝากกันค่ะ

ฉีดสกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) แล้วจะเห็นผลลัพธ์ทันทีเลยไหมคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดสกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) แล้วผิวจะดีขึ้นทันทีเลยไหมคะ?

ผลลัพธ์ของ สกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ และคงอยู่ได้นานแค่ไหน? เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการทำงานที่แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไป รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังได้จริงมาฝากค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1