จูวีลุค กระตุ้นคอลลาเจนด้วย PDLLA, รีจูรัน ฟื้นฟูด้วย PN, Re2O ใช้ hADM ไกด์เลือกที่เหมาะกับผิวคุณ
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
พอเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับ skin booster เรามักจะเห็น Re2O, รีจูรัน, และ จูวีลุค โผล่มาพร้อมกันเป็นแพ็กสามเลยครับ หลายคนคงอยากจะเปรียบเทียบแค่เรื่องความคงทนว่า "ในสามตัวนี้ ตัวไหนอยู่ได้นานที่สุด" แต่จริงๆ แล้วทั้งสามตัวมีส่วนประกอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคนละแบบเลยครับ
> บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong) ครับ
ถ้าให้ตอบสั้นๆ จูวีลุค จะใช้สาร PDLLA* ในการค่อยๆ กระตุ้นคอลลาเจน ส่วน รีจูรัน จะใช้สาร PN* เข้าไปช่วยเรื่องการฟื้นฟูผิว ในขณะที่ Re2O เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ hADM* เป็นเบส ซึ่งตอนนี้ยังมีข้อมูลเผยแพร่ออกมาไม่มากนัก ทั้งสามตัวนี้ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบปังทันทีในครั้งเดียว แต่จะเป็นการสะสมผลลัพธ์ไปเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ทำ ดังนั้นคำถามที่ว่า "ทำครั้งเดียวอยู่ได้นานแค่ไหน?" จึงสำคัญน้อยกว่าคำถามที่ว่า "ควรเว้นระยะห่างระหว่างครั้งอย่างไรดี?" ครับ
PDLLA*: สารกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างช้าๆ มักนิยมใช้ในหัตถการกลุ่ม collagen booster อย่าง จูวีลุค ครับ
PN (Polynucleotide)*: สารสกัดจากชิ้นส่วน DNA ของปลาแซลมอน ช่วยในเรื่องการส่งสัญญาณฟื้นฟูผิวพรรณ
hADM (Human Acellular Dermal Matrix)*: สารโครงสร้างเนื้อเยื่อผิวหนังแท้ปราศจากเซลล์ ที่นำมาใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิวชั้นเดอร์มิส (dermis)
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้ว่า
ส่วนประกอบของ skin booster ทั้งสามตัวนี้แตกต่างกันอย่างไร
ทำไมผลลัพธ์เรื่องระยะเวลาความคงทนถึงดูแตกต่างกัน
ผิวของคุณเหมาะกับตัวไหนมากที่สุด
ควรเว้นระยะห่างในการทำแต่ละครั้งอย่างไรดี
ทั้ง 3 ตัวมีส่วนประกอบหลักที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ถึงแม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า skin booster เหมือนกัน แต่สารออกฤทธิ์ข้างในนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ดังนั้นถึงจะอยู่หมวดหมู่เดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าจะให้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกันนะครับ
หัวใจหลักของไลน์ จูวีลุค คือ PDLLA ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กของกรดแลกติกที่จะค่อยๆ สลายตัวใต้ผิว พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติ มีข้อมูลจากหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (NLM) ที่อธิบายว่า อนุภาคกลุ่มกรดแลกติกจะค่อยๆ สลายตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งหมายความว่าผลลัพธ์จะไม่ใช่การเติมเต็มทันที แต่จะค่อยๆ เห็นผลชัดขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปครับ
ส่วนหัวใจหลักของ รีจูรัน คือ PN โดย PN และสารในกลุ่มนี้เป็นสารสกัดจาก DNA ซึ่งมี รายงานการทบทวนความเห็นระบุว่ามีส่วนช่วยในการทำงานของเซลล์สร้างเส้นใย (fibroblasts) การฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และส่งสัญญาณลดการอักเสบ จึงเน้นไปที่การยกระดับการฟื้นฟูผิวให้สุขภาพดีขึ้น มากกว่าการเติมพรีดักต์เพื่อเพิ่มวอลลุ่มครับ
สำหรับ Re2O จะใช้ hADM เป็นเบสเพื่อเน้นกระตุ้นการสร้างและเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิวชั้นเดอร์มิสโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวนี้ยังมีข้อมูลผลลัพธ์ทางคลินิกเผยแพร่ออกมาไม่มากนักเมื่อเทียบกับสองตัวแรก ผลลัพธ์ในแต่ละบุคคลจึงอาจมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดที่ควรรู้ไว้ก่อนเลือกทำครับ


ทำไมระยะเวลาความคงทนถึงดูไม่เท่ากัน
เหตุผลที่ไม่สามารถสรุปความคงทนของผลลัพธ์ให้อยู่ในบรรทัดเดียวได้ ก็เพราะกลไกการทำงานของทั้งสามตัวนั้นต่างกันตั้งแต่เริ่มต้นครับ หัตถการที่เน้นการเติมเต็ม หัตถการที่เน้นการฟื้นฟู และหัตถการที่เน้นการเสริมโครงสร้างผิว ย่อมมีไทม์ไลน์การเห็นผลที่ต่างกันแน่นอน
ไลน์ จูวีลุค จะทำงานโดยให้ PDLLA ค่อยๆ สลายเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ปรากฏและคงอยู่ได้นานกว่า ส่วน รีจูรัน จะเน้นไปที่กลไกการส่งสัญญาณฟื้นฟูผิวซึ่งทำงานในระยะสั้นกว่า ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำแต่ละรอบได้ค่อนข้างเร็ว แต่หากต้องการคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้ยาวนาน แนะนำให้ทำซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอครับ ในส่วนของ Re2O จะเน้นสะสมการเสริมสร้างโครงสร้างผิวพรรณ แต่เนื่องจากยังมีข้อมูลค่อนข้างน้อย แนะนำให้วางแผนการรักษาแบบยืดหยุ่นและค่อยเป็นค่อยไปจะปลอดภัยที่สุดครับ
สมาคมศัลยกรรมผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (ASDS) ได้ชี้แจงว่า หัตถการกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนจะ ค่อยๆ เห็นผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 3-6 เดือน และจำนวนครั้งที่จำเป็นต้องทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่ความเร็วในการสร้างคอลลาเจนของผิวและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต (แสงแดด, การนอนหลับ, อาหารการกิน) ล้วนส่งผลต่อความคงทนของผลลัพธ์ทั้งสิ้น ดังนั้น ตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้จึงเป็นเพียงแนวโน้มเฉลี่ยเท่านั้น ในเคสของคุณอาจจะแตกต่างออกไปได้ครับ


เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวของเรามากที่สุด
ถ้าลองโฟกัสจากปัญหาผิวหลักๆ ที่เราต้องการแก้ไข การเลือกจะง่ายและชัดเจนขึ้นเยอะเลยครับ เพราะต่อให้อยู่ในวัย 30 ปลายๆ เหมือนกัน แต่คนที่มีปัญหาผิวหยาบกร้านกับคนที่มีปัญหาหน้าตอบแก้มตอบ ย่อมมีจุดเริ่มต้นในการรักษาที่ต่างกันครับ
สภาพผิว | คำแนะนำ |
|---|---|
ผิวหยาบกร้าน และผิวฟื้นฟูตัวเองได้ช้า | รีจูรัน ตอบโจทย์ที่สุดครับ เพราะ PN จะเข้าไปช่วยส่งสัญญาณฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและปรับโทนสีผิวให้กระจ่างใสได้สว่างและเร็วขึ้น |
ผิวขาดวอลลุ่มและขาดความยืดหยุ่นพร้อมๆ กัน | จูวีลุค ตอบโจทย์ครับ เพราะ PDLLA จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนพร้อมกับค่อยๆ เติมเต็มเนื้อแก้มให้อิ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ |
โครงสร้างชั้นผิวแท้ (dermis) อ่อนแออย่างเห็นได้ชัด | อาจลองพิจารณา Re2O ดูครับ ตัวนี้เน้นการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างผิวโดยมี hADM เป็นเบสหลัก |
ผิวแพ้ง่าย หรือผิวบวมง่ายหลังทำหัตถการ | แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ช่วยลดความเจ็บปวด หรือหัตถการที่เน้นการส่งสัญญาณฟื้นฟูผิวเป็นหลักก่อนดีกว่าครับ |
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ว่า ระยะเวลาความคงทนของฟิลเลอร์และหัตถการกลุ่มฉีดจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์และเทคนิคการฉีด ก็เป็นข้อมูลอ้างอิงที่ดีมากๆ ครับ ไม่มีตัวไหนที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการหาตัวที่ตรงกับเสียงสัญญาณเตือนของผิวเรามากที่สุดต่างหากครับ

Beautystone สาขาฮับจอง ออกแบบระยะห่างระว่างครั้งให้ตอบโจทย์ผิวคุณโดยเฉพาะ
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง แม้จะเป็นบริการ skin booster เหมือนกัน แต่เราจะเช็กสภาพผิวและประเมินการฟื้นตัวของผิวก่อนเสมอ แล้วค่อยกำหนดระยะเวลาห่างในการทำแต่ละครั้งครับ สำหรับคนที่มีผิวฟื้นตัวเร็ว เราก็จะนัดตามรอบปกติ แต่สำหรับคนที่ผิวฟื้นตัวช้าหรือผ่านการทำหัตถการมาบ่อยๆ เราจะยืดระยะเวลาออกไปอีกนิด เพื่อให้ผิวหนังแท้มีเวลาฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) เดินแป๊บเดียวก็ถึง แวะเข้ามาเช็กสภาพผิวสั้นๆ ระหว่างรอบ เพื่อปรับตารางการรักษาในครั้งถัดไปได้อย่างสะดวกสบายมากๆ เลยครับ

ระยะห่างระหว่างครั้งที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร?
ระยะห่างในการทำแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการฟื้นตัวของผิวและประเภทของหัตถการครับ ค่าเฉลี่ยทั่วไปมีไว้เพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น แต่การปรับเปลี่ยนตามสภาพการฟื้นฟูผิวจริงจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดครับ
หากเว้นระยะห่างสั้นเกินไป การฉีดครั้งต่อไปอาจจะทับซ้อนในขณะที่ผลลัพธ์ของครั้งก่อนหน้ายังแสดงผลได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้มีอาการบวมหรือระคายเคืองง่ายยาวนานขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเว้นระยะห่างนานเกินไป ผลลัพธ์ที่ควรจะสะสมต่อเนื่องก็อาจจะลดเลือนลงได้ครับ อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าการกระตุ้นคอลลาเจนต้องใช้เวลา ปกติเฉลี่ยแล้วจะปรับตามความเร็วการฟื้นตัวของผิวให้อยู่ในช่วง 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลลัพธ์ดีที่สุดครับ อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังตั้งครรภ์, อยู่ในช่วงให้นมบุตร, มีการติดเชื้อหรืออักเสบในบริเวณที่จะทำ, หรือมีประวัติเป็นแผลเป็นคีลอยด์ง่าย แนะนำให้เลื่อนการทำออกไปก่อนและปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยนะครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถทำทั้งสามหัตถการพร้อมกันเลยได้ไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้ทำสองหัตถการทับซ้อนกันในช่วงเวลาเดียวกันครับ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน อาจทำให้เกิดอาการบวมหรือระคายเคืองสะสม และทำให้ประเมินได้ยากว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเกิดจากหัตถการตัวไหนกันแน่ แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของปัญหาผิวที่กังวลที่สุด แล้วค่อยๆ ทำไปทีละอย่างจะดีที่สุดครับ
Q. ตัวไหนเห็นผลเร็วที่สุดครับ?
A. รีจูรัน จะช่วยให้รู้สึกว่าผิวเนียนละเอียดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วครับ ส่วนเรื่องความอิ่มฟูและยืดหยุ่น จูวีลุค จะค่อยๆ เผยผลลัพธ์ตามเวลาที่ผ่านไป สำหรับ Re2O ผลลัพธ์ในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก จึงยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดครับ
Q. หลังทำจะมี downtime นานแค่ไหนครับ?
A. ทั้งสามตัวอาจทำให้มีรอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดประมาณ 2-3 วัน ซึ่งระยะเวลาในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าหรือการออกกำลังกายหนักๆ ประมาณ 1 วันหลังทำครับ
Q. กำลังตั้งครรภ์อยู่ สามารถทำได้ไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้ทำ skin booster ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรชั่วคราวครับ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้คาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก และยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้เลื่อนกำหนดออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัยครับ ทั้งนี้ บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาโดยตรงเพื่อเลือกหัตถการและช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณที่สุดครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ลบรอยสัก
หยุดกำจัดรอยสักกลางคัน หมึกที่เหลือไปไหน? กลับมาทำต่อต้องดูอะไรบ้าง
หยุดกำจัดรอยสักกลางคันแล้วหมึกที่เหลือจะเป็นอย่างไร? บทความนี้อธิบายว่าการหยุดกลางทางไม่รีเซ็ตทุกอย่าง และเมื่อกลับมาทำต่อควรดูสีและความลึกของหมึกที่เหลือก่อน

ร่างกาย
ฟิลเลอร์ก้น ช่วยเรื่อง Cellulite ได้ไหม? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจ
ฟิลเลอร์ก้น (Hip Filler) เพิ่มวอลลุ่มได้ดี แต่ Cellulite เกิดจากพังผืดในชั้นต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและสิ่งที่คาดหวังได้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้ว วอลลุ่มบนหน้าจะหายไปด้วยไหม?
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้วหน้าจะยุบไหม? บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างวอลลุ่มจากคอลลาเจนกับวอลลุ่มจากไขมัน พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

กำจัดขน
สิวไรผมขึ้นซ้ำทุกครั้งหลังสระผม เกิดจากอะไรและแก้ยังไงดี?
สิวเม็ดเล็กไรผมที่ขึ้นซ้ำหลังสระผม มักไม่ได้เกิดจากครีมล้างหน้า แต่มาจากลำดับการสระผมที่ปล่อยให้แชมพูตกค้างบนผิว บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีปรับลำดับง่าย ๆ

ยกกระชับ
ปวดขมับหลังทำชูริงค์ ปกติไหม และควรกังวลตอนไหน
หลังทำชูริงค์แล้วขมับตึง กดเจ็บ หรือรู้สึกหนักหัว รวมกลไกที่ทำให้เกิดอาการ ระยะเวลาที่มักค่อย ๆ ดีขึ้น วิธีดูแลตัวเองช่วงแรก และสัญญาณที่ควรติดต่อคลินิก

ยกกระชับ
หยุดทำ Oligio X แล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมจริงไหม
หยุดยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุแล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมหรือไม่ ผลจางลงเมื่อไร แยกจากความเปลี่ยนแปลงตามวัยอย่างไร พร้อมข้อควรระวังและช่วงค่าใช้จ่าย



