Juvelook กระตุ้นคอลลาเจนด้วย PDLLA, Rejuran ฟื้นฟูด้วย PN, RE2O ใช้ hADM ไกด์เลือกที่เหมาะกับผิวคุณ
พอเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับ skin booster เรามักจะเห็น RE2O, Rejuran, และ Juvelook โผล่มาพร้อมกันเป็นแพ็กสามเลยค่ะ หลายคนคงอยากจะเปรียบเทียบแค่เรื่องความคงทนว่า "ในสามตัวนี้ ตัวไหนอยู่ได้นานที่สุด" แต่จริงๆ แล้วทั้งสามตัวมีส่วนประกอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคนละแบบเลยค่ะ
> บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong) ค่ะ
ถ้าให้ตอบสั้นๆ Juvelook จะใช้สาร PDLLA* ในการค่อยๆ กระตุ้นคอลลาเจน ส่วน Rejuran จะใช้สาร PN* เข้าไปช่วยเรื่องการฟื้นฟูผิว ในขณะที่ RE2O เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ hADM* เป็นเบส ซึ่งตอนนี้ยังมีข้อมูลเผยแพร่ออกมาไม่มากนัก ทั้งสามตัวนี้ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบปังทันทีในครั้งเดียว แต่จะเป็นการสะสมผลลัพธ์ไปเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ทำ ดังนั้นคำถามที่ว่า "ทำครั้งเดียวอยู่ได้นานแค่ไหน?" จึงสำคัญน้อยกว่าคำถามที่ว่า "ควรเว้นระยะห่างระหว่างครั้งอย่างไรดี?" ค่ะ
PDLLA*: สารกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างช้าๆ มักนิยมใช้ในหัตถการกลุ่ม collagen booster อย่าง Juvelook ค่ะ
PN (Polynucleotide)*: สารสกัดจากชิ้นส่วน DNA ของปลาแซลมอน ช่วยในเรื่องการส่งสัญญาณฟื้นฟูผิวพรรณ
hADM (Human Acellular Dermal Matrix)*: สารโครงสร้างเนื้อเยื่อผิวหนังแท้ปราศจากเซลล์ ที่นำมาใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิวชั้นเดอร์มิส (dermis)
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้ว่า
ส่วนประกอบของ skin booster ทั้งสามตัวนี้แตกต่างกันอย่างไร
ทำไมผลลัพธ์เรื่องระยะเวลาความคงทนถึงดูแตกต่างกัน
ผิวของคุณเหมาะกับตัวไหนมากที่สุด
ควรเว้นระยะห่างในการทำแต่ละครั้งอย่างไรดี
ทั้ง 3 ตัวมีส่วนประกอบหลักที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ถึงแม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า skin booster เหมือนกัน แต่สารออกฤทธิ์ข้างในนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ ดังนั้นถึงจะอยู่หมวดหมู่เดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าจะให้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกันนะคะ
หัวใจหลักของไลน์ Juvelook คือ PDLLA ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กของกรดแลกติกที่จะค่อยๆ สลายตัวใต้ผิว พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติ มีข้อมูลจากหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (NLM) ที่อธิบายว่า อนุภาคกลุ่มกรดแลกติกจะค่อยๆ สลายตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งหมายความว่าผลลัพธ์จะไม่ใช่การเติมเต็มทันที แต่จะค่อยๆ เห็นผลชัดขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปค่ะ
ส่วนหัวใจหลักของ Rejuran คือ PN โดย PN และสารในกลุ่มนี้เป็นสารสกัดจาก DNA ซึ่งมี รายงานการทบทวนความเห็นระบุว่ามีส่วนช่วยในการทำงานของเซลล์สร้างเส้นใย (fibroblasts) การฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และส่งสัญญาณลดการอักเสบ จึงเน้นไปที่การยกระดับการฟื้นฟูผิวให้สุขภาพดีขึ้น มากกว่าการเติมพรีดักต์เพื่อเพิ่มวอลลุ่มค่ะ
สำหรับ RE2O จะใช้ hADM เป็นเบสเพื่อเน้นกระตุ้นการสร้างและเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิวชั้นเดอร์มิสโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตัวนี้ยังมีข้อมูลผลลัพธ์ทางคลินิกเผยแพร่ออกมาไม่มากนักเมื่อเทียบกับสองตัวแรก ผลลัพธ์ในแต่ละบุคคลจึงอาจมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดที่ควรรู้ไว้ก่อนเลือกทำค่ะ


ทำไมระยะเวลาความคงทนถึงดูไม่เท่ากัน
เหตุผลที่ไม่สามารถสรุปความคงทนของผลลัพธ์ให้อยู่ในบรรทัดเดียวได้ ก็เพราะกลไกการทำงานของทั้งสามตัวนั้นต่างกันตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ หัตถการที่เน้นการเติมเต็ม หัตถการที่เน้นการฟื้นฟู และหัตถการที่เน้นการเสริมโครงสร้างผิว ย่อมมีไทม์ไลน์การเห็นผลที่ต่างกันแน่นอน
ไลน์ Juvelook จะทำงานโดยให้ PDLLA ค่อยๆ สลายเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ปรากฏและคงอยู่ได้นานกว่า ส่วน Rejuran จะเน้นไปที่กลไกการส่งสัญญาณฟื้นฟูผิวซึ่งทำงานในระยะสั้นกว่า ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำแต่ละรอบได้ค่อนข้างเร็ว แต่หากต้องการคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้ยาวนาน แนะนำให้ทำซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอค่ะ ในส่วนของ RE2O จะเน้นสะสมการเสริมสร้างโครงสร้างผิวพรรณ แต่เนื่องจากยังมีข้อมูลค่อนข้างน้อย แนะนำให้วางแผนการรักษาแบบยืดหยุ่นและค่อยเป็นค่อยไปจะปลอดภัยที่สุดค่ะ
สมาคมศัลยกรรมผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (ASDS) ได้ชี้แจงว่า หัตถการกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนจะ ค่อยๆ เห็นผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 3-6 เดือน และจำนวนครั้งที่จำเป็นต้องทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่ความเร็วในการสร้างคอลลาเจนของผิวและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต (แสงแดด, การนอนหลับ, อาหารการกิน) ล้วนส่งผลต่อความคงทนของผลลัพธ์ทั้งสิ้น ดังนั้น ตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้จึงเป็นเพียงแนวโน้มเฉลี่ยเท่านั้น ในเคสของคุณอาจจะแตกต่างออกไปได้ค่ะ


เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวของเรามากที่สุด
ถ้าลองโฟกัสจากปัญหาผิวหลักๆ ที่เราต้องการแก้ไข การเลือกจะง่ายและชัดเจนขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะต่อให้อยู่ในวัย 30 ปลายๆ เหมือนกัน แต่คนที่มีปัญหาผิวหยาบกร้านกับคนที่มีปัญหาหน้าตอบแก้มตอบ ย่อมมีจุดเริ่มต้นในการรักษาที่ต่างกันค่ะ
สภาพผิว | คำแนะนำ |
|---|---|
ผิวหยาบกร้าน และผิวฟื้นฟูตัวเองได้ช้า | Rejuran ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ เพราะ PN จะเข้าไปช่วยส่งสัญญาณฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและปรับโทนสีผิวให้กระจ่างใสได้สว่างและเร็วขึ้น |
ผิวขาดวอลลุ่มและขาดความยืดหยุ่นพร้อมๆ กัน | Juvelook ตอบโจทย์ค่ะ เพราะ PDLLA จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนพร้อมกับค่อยๆ เติมเต็มเนื้อแก้มให้อิ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ |
โครงสร้างชั้นผิวแท้ (dermis) อ่อนแออย่างเห็นได้ชัด | อาจลองพิจารณา RE2O ดูค่ะ ตัวนี้เน้นการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างผิวโดยมี hADM เป็นเบสหลัก |
ผิวแพ้ง่าย หรือผิวบวมง่ายหลังทำหัตถการ | แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ช่วยลดความเจ็บปวด หรือหัตถการที่เน้นการส่งสัญญาณฟื้นฟูผิวเป็นหลักก่อนดีกว่าค่ะ |
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ว่า ระยะเวลาความคงทนของฟิลเลอร์และหัตถการกลุ่มฉีดจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์และเทคนิคการฉีด ก็เป็นข้อมูลอ้างอิงที่ดีมากๆ ค่ะ ไม่มีตัวไหนที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการหาตัวที่ตรงกับเสียงสัญญาณเตือนของผิวเรามากที่สุดต่างหากค่ะ

Beautystone สาขาฮับจอง ออกแบบระยะห่างระว่างครั้งให้ตอบโจทย์ผิวคุณโดยเฉพาะ
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง แม้จะเป็นบริการ skin booster เหมือนกัน แต่เราจะเช็กสภาพผิวและประเมินการฟื้นตัวของผิวก่อนเสมอ แล้วค่อยกำหนดระยะเวลาห่างในการทำแต่ละครั้งค่ะ สำหรับคนที่มีผิวฟื้นตัวเร็ว เราก็จะนัดตามรอบปกติ แต่สำหรับคนที่ผิวฟื้นตัวช้าหรือผ่านการทำหัตถการมาบ่อยๆ เราจะยืดระยะเวลาออกไปอีกนิด เพื่อให้ผิวหนังแท้มีเวลาฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) เดินแป๊บเดียวก็ถึง แวะเข้ามาเช็กสภาพผิวสั้นๆ ระหว่างรอบ เพื่อปรับตารางการรักษาในครั้งถัดไปได้อย่างสะดวกสบายมากๆ เลยค่ะ

ระยะห่างระหว่างครั้งที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร?
ระยะห่างในการทำแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการฟื้นตัวของผิวและประเภทของหัตถการค่ะ ค่าเฉลี่ยทั่วไปมีไว้เพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น แต่การปรับเปลี่ยนตามสภาพการฟื้นฟูผิวจริงจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ
หากเว้นระยะห่างสั้นเกินไป การฉีดครั้งต่อไปอาจจะทับซ้อนในขณะที่ผลลัพธ์ของครั้งก่อนหน้ายังแสดงผลได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้มีอาการบวมหรือระคายเคืองง่ายยาวนานขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเว้นระยะห่างนานเกินไป ผลลัพธ์ที่ควรจะสะสมต่อเนื่องก็อาจจะลดเลือนลงได้ค่ะ อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าการกระตุ้นคอลลาเจนต้องใช้เวลา ปกติเฉลี่ยแล้วจะปรับตามความเร็วการฟื้นตัวของผิวให้อยู่ในช่วง 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลลัพธ์ดีที่สุดค่ะ อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังตั้งครรภ์, อยู่ในช่วงให้นมบุตร, มีการติดเชื้อหรืออักเสบในบริเวณที่จะทำ, หรือมีประวัติเป็นแผลเป็นคีลอยด์ง่าย แนะนำให้เลื่อนการทำออกไปก่อนและปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถทำทั้งสามหัตถการพร้อมกันเลยได้ไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้ทำสองหัตถการทับซ้อนกันในช่วงเวลาเดียวกันค่ะ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน อาจทำให้เกิดอาการบวมหรือระคายเคืองสะสม และทำให้ประเมินได้ยากว่าผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเกิดจากหัตถการตัวไหนกันแน่ แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของปัญหาผิวที่กังวลที่สุด แล้วค่อยๆ ทำไปทีละอย่างจะดีที่สุดค่ะ
Q. ตัวไหนเห็นผลเร็วที่สุดคะ?
A. Rejuran จะช่วยให้รู้สึกว่าผิวเนียนละเอียดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วค่ะ ส่วนเรื่องความอิ่มฟูและยืดหยุ่น Juvelook จะค่อยๆ เผยผลลัพธ์ตามเวลาที่ผ่านไป สำหรับ RE2O ผลลัพธ์ในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก จึงยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดค่ะ
Q. หลังทำจะมี downtime นานแค่ไหนคะ?
A. ทั้งสามตัวอาจทำให้มีรอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดประมาณ 2-3 วัน ซึ่งระยะเวลาในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าหรือการออกกำลังกายหนักๆ ประมาณ 1 วันหลังทำค่ะ
Q. กำลังตั้งครรภ์อยู่ สามารถทำได้ไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้ทำ skin booster ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรชั่วคราวค่ะ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้คาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก และยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้เลื่อนกำหนดออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัยค่ะ ทั้งนี้ บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาโดยตรงเพื่อเลือกหัตถการและช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณที่สุดค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
Sofwave กับ Onda เลือกจัดการผิวหย่อนหรือไขมันก่อนดี?
Sofwave เน้นกระชับชั้นผิว Onda เน้นลดไขมัน มาดูกันว่าหน้าหย่อนกับไขมันควรจัดการอันไหนก่อน

ผิว
รอบดวงตาริ้วรอยเล็ก ๆ หรือความหย่อน ควรดูแลอะไรก่อนดี
รอบดวงตาริ้วรอยเล็ก ๆ กับความหย่อนควรเริ่มดูแลตรงไหนก่อน Oligio X ช่วยด้านไหน มาดูกันค่ะ

กำจัดขน
ขนอ่อนบนหน้าทำเมคอัพลอย กำจัดด้วย GentleMax ช่วยไหม?
ขนอ่อนบนใบหน้าทำให้เมคอัพดูลอยเป็นขุย GentleMax ช่วยจัดการได้แค่ไหน และต่างจากขนหนายังไง มาดูกันค่ะ

ผู้ชาย
ทำเลเซอร์แล้วเกิดรอยดำ เพราะละเลยกันแดดจริงไหม?
หลังทำเลเซอร์ผิวไวต่อแสง ทำไมการกันแดดถึงช่วยลดรอยดำ (PIH) มาดูกลไกและวิธีดูแลช่วงแรกกัน

ผิว
ริ้วรอยตอนยิ้มกับริ้วรอยที่ฝังตามวัย ดูแลต่างกันไหม
ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้ากับริ้วรอยที่ฝังตัวตามวัย เกิดจากคนละสาเหตุ แนวทางดูแลจึงต่างกัน มาดูกันค่ะ

ยกกระชับ
ทำไมหลังทำหัตถการ อาการบวมตอนเช้าดูหนักกว่าตอนกลางคืน?
ทำไมตื่นเช้ามาหน้าบวมกว่าตอนกลางคืนหลังทำหัตถการ พร้อมวิธีดูแลและสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ



