• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

เรติเจน ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหน? สรุปให้เข้าใจ

เรติเจน ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหน? สรุปให้เข้าใจ

เรติเจน ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหน? สรุปให้เข้าใจ

Retigen ฉีดคอลลาเจนเข้าชั้นหนังแท้เพื่อฟื้นฟูผิว ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรและเหมาะกับใคร

"คอลลาเจนแบบทาผิวมีข้อจำกัด" เหตุผลที่เรติเจนเข้าถึงชั้นหนังแท้โดยตรง

 

 

Retigen,

แตกต่างจาก ฟิลเลอร์ ยังไงครับ?

 

บิวตี้สโตน คลินิก สาขาฮงแด (Beautystone)

หมอวี ยองจิน ครับ

 

💡 เช็กก่อนอ่านสักนิดเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นครับ

Q. สรุปแล้ว Retigen ก็เป็นฟิลเลอร์ประเภทหนึ่งใช่ไหมคะ?

A. ไม่ใช่ครับ

ฟิลเลอร์ หรือ ฟิลเลอร์ เป็นการเติมเต็มปริมาตร (Volume)

แต่ Retigen คือการฉีดคอลลาเจนบริสุทธิ์เข้าไปที่ชั้นผิวแท้ (Dermis) โดยตรง

เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในครับ

 

Q. พออายุมากขึ้น ที่ผิวหย่อนคล้อยลง

เป็นเพราะคอลลาเจนลดลงใช่ไหมคะ?

A. ถูกต้องครับ

คอลลาเจนจะค่อยๆ ลดลงปีละประมาณ 1% ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (อายุ 20 กว่าๆ)

และเมื่อโครงสร้างนี้พังทลายลง

ก็จะส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และเนื้อผิวเปลี่ยนไปครับ

 

"Retigen เป็นการฉีดคอลลาเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ชั้นผิวแท้โดยตรง

เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่พังทลายลง

และช่วยให้เนื้อผิวเนียนนุ่ม กระชับขึ้นครับ"

 

— หมอวี ยองจิน (Beautystone สาขาฮงแด)

ทำเลเซอร์ลิฟติ้งแล้วไม่เห็นผล? ถึงเวลาที่ต้องใช้ 'เรติเจน' เติมคอลลาเจนโดยตรง

 

 











สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย

ไม่ใช่เพราะ 'ปริมาณ' คอลลาเจนที่ลดลง

แต่เป็นเพราะ 'โครงสร้าง' มีปัญหาต่างหากครับ

"รู้สึกผิวไม่กระชับเลยค่ะ"

"รูขุมขนกว้างขึ้นและผิวก็ดูหยาบกร้านขึ้นด้วยค่ะ"

 

ทุกครั้งที่หมอได้ยินคนไข้พูดแบบนี้

หมอจะขอเช็กสิ่งหนึ่งเป็นอันดับแรกเสมอครับ

 

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ว่าตอนนี้ผิวของคุณเหลือคอลลาเจนอยู่เท่าไหร่

แต่เป็นคอลลาเจนที่เหลืออยู่เหล่านั้น

เรียงตัวกันในโครงสร้างแบบไหนต่างหากครับ

 

ขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ นะครับ

 

คอลลาเจนมีหน้าที่เปรียบเสมือน 'ตาข่าย'

ที่คอยพยุงชั้นผิวแท้เอาไว้ครับ

 

ตอนที่ตาข่ายนี้ยังถักทอแน่นหนาและแข็งแรงดี

ผิวของเราก็จะเต่งตึง กระชับ และเรียบเนียน

 

แต่พออายุมากขึ้น ต้องเจอกับรังสี UV

บวกกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

ตาข่ายนี้ก็จะค่อยๆ ขาดและคลายตัวออกอย่างช้าๆ ครับ

 

ส่งผลให้ผิวเริ่มคล้อยลงล่าง

รูขุมขนดูลึกและกว้างขึ้น

และผิวหน้าก็เริ่มลอนเป็นคลื่น ไม่เรียบเนียน

 

ที่น่าปวดหัวก็คือ

ฟื้นฟูโครงสร้างนี้กลับมาได้ยากมาก

เพียงแค่การทานคอลลาเจนเสริมหรือทาครีมคอลลาเจนครับ

 

Because collagen molecules are large in size,

จึงเจาะทะลุผ่านเกราะปกป้องผิวตามธรรมชาติเข้าไปได้ยากสุดๆ เลยครับ

 

ด้วยเหตุนี้ 'คอลลาเจนแบบกิน' หรือ 'คอลลาเจนแบบทา'

ส่วนใหญ่จึงทำได้แค่เคลือบอยู่บริเวณผิวชั้นนอกเท่านั้นครับ

 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Retigen

ถึงตอบโจทย์และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าครับ

 

Retigen เป็นการฉีดคอลลาเจนบริสุทธิ์

เข้าไปที่ชั้นผิวแท้โดยตรงเลย

 

ไม่ใช่การทาหรือการกิน

แต่เป็นการส่งตรงคอลลาเจนลงลึกไปยังจุดที่ผิวต้องการอย่างแท้จริงครับ

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ โครงสร้างตาข่ายผิวที่เคยพังทลาย

จะได้รับการฟื้นบูรณะขึ้นมาใหม่ทางกายภาพ

ช่วยให้ความยืดหยุ่นและเนื้อผิวอันเนียนละเอียดตามธรรมชาติกลับมาอีกครั้ง

 

และนี่คือจุดต่างที่สำคัญมากเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ครับ

 

ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิค (HA Filler) จะเน้นไปที่การ 'เติมเต็ม'

ช่วยให้บริเวณที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งดูฟูและเต่งตึงขึ้นทันตาเห็น

 

ในทางกลับกัน Retigen จะเน้นไปที่คอนเซปต์ของการ 'ฟื้นฟู'

โครงสร้างผิวเดิมให้แข็งแรง

 

ไม่ใช่แค่การเข้าไปถมช่องว่างเฉยๆ

แต่เป็นการเข้าไปจัดโครงข่ายคอลลาเจนในผิวแท้ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งครับ

 

ทั้งสองอย่างนี้จึงมีจุดประสงค์และกลไกการทำงานที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ

 

👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

ความร่วงโรยของผิวไม่ได้เกิดจากการที่คอลลาเจน 'หายไป' เพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจากการที่โครงสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นแท้พังทลายลงด้วยครับ

 

Retigen จะฉีดส่งคอลลาเจนบริสุทธิ์ลงลึกถึงชั้นผิวแท้โดยตรง

เพื่อเข้าไปปรับสมดุลและฟื้นฟูโครงสร้างส่วนที่มีปัญหา

 

อยากให้มองว่ามันไม่ใช่การถมฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มเนื้อผิวให้ฟูขึ้น

แต่เป็นการเข้าไปซ่อมแซมและสร้างเสาเข็มโครงสร้างผิวใหม่ให้กลับแข็งแรงจากข้างในครับ

เรติเจน ทำไมต้องเน้นที่ 'โครงสร้าง' ไม่ใช่ 'วอลลุ่ม'

 

 











ถ้าอย่างนั้น ใครบ้างครับ

ที่เหมาะกับการทำ Retigen?

พูดยังไงดี ถือว่าเล่าให้ฟังตรงๆ เลยนะครับ Retigen อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์

เป็นตัวเลือกอันดับแรกสำหรับคนไข้ทุกคนครับ

 

หมอจะขอแบ่งเป็นเคสๆ เพื่อตอบคำถามว่า

ใครที่ทำแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและคุ้มค่าที่สุดครับ

 

① สำหรับผู้ที่มีผิวเริ่มขาดความกระชับ ย้วยง่าย แต่แก้มหรือขมับยังไม่ได้ยุบตัวจนเป็นร่องลึก

หากเป็นเคสที่ขมับตอบยุบตัวหรือแก้มตอบมากๆ การฉีดฟิลเลอร์อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงใจกว่าครับ

 

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าผิวดูบางลงเรื่อยๆ

เนื้อผิวดูหยาบกร้าน รูขุมขนกว้างขึ้นเป็นแนวเฉียง

และขาดความเด้งยืดหยุ่นที่ควรมี

Retigen คือคำตอบที่ตรงจุดมากๆ ครับ

 

เพราะนี่เป็นสัญญาณว่าผิวคุณต้องการการฟื้นฟูโครงสร้างระดับคอลลาเจนแล้วนั่นเองครับ

 

② สำหรับผู้ที่ผ่านการยกกระชับด้วยนวัตกรรมต่างๆ มาแล้ว

แต่ยังรู้สึกเหมือนผิวหน้าไม่แน่นเนียนละเอียดขึ้นเลย

เครื่องยกกระชับกลุ่มพลังงานคลื่นเสียงและคลื่นวิทยุ เช่น Ulthera หรือ ชูริงค์

จะส่งพลังงานความร้อนลงไปใต้ผิว

เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเอง

 

ทว่ากลไกนี้

จำเป็นต้องทำกับ 'คอลลาเจนเดิมที่มีอยู่' เพื่อใช้กระตุ้นครับ

 

หากคนไข้ที่อายุเยอะขึ้นหรือในผู้ที่คอลลาเจนฝ่อตัวหายไปค่อนข้างมากแล้ว

ต่อให้จะใช้ความร้อนไปกระตุ้นบ่อยแค่ไหน

การตอบสนองเพื่อสร้างใหม่ก็อาจจะทำได้ค่อนข้างจำกัดครับ

 

ในเคสลักษณะนี้ การแอดหรือเติมคอลลาเจนเข้าไปโดยตรงด้วย Retigen

จึงเป็นการแก้ปัญหาที่เห็นผลชัดเจนและเห็นผลเร็วกว่าในโลกแห่งความเป็นจริงครับ

 

เคสคนไข้ที่เคยมาพูดกับหมอว่าไปทำอะไรมาก็ไม่ค่อยโดนใจนัก

หลังจากได้ลอง Retigen ไป 2-3 ครั้ง มักจะกลับมาฟีดแบ็กว่า "รู้สึกได้เลยรอบนี้ว่าเนื้อผิวเปลี่ยนไปจริงๆ" เยอะมากๆ ครับ

 

③ สำหรับผู้ที่ชอบผลลัพธ์งานผิวสวยเป็นธรรมชาติ ไม่อยากหน้าเปลี่ยน

Retigen ไม่ใช่หัตถการประเภทเปลี่ยนรูปหน้าหรือเพิ่ม Volume ครับ

 

หลังจากทำเสร็จ จึงวางใจได้ว่าจะไม่เกิดอาการบวมฉุเป็นก้อน

หรือหน้าเปลี่ยนไปจนคนจำไม่ได้ครับ

 

แต่มันจะค่อยๆ เข้าไปช่วยปรับเปลี่ยนให้ผิวของคุณดูนวล ละเอียดกระชับ

ผิวแข็งแรงแลดูเด็กจากผิวสุขภาพดีแบบนุ่มนวลแทนครับ

 

ทำให้คนไข้สายธรรมชาติที่แค่อยากมีลุคเบาๆ แต่หน้าเด็กน่ารัก

ชื่นชอบบริการนี้มากๆ ครับ

 

อย่างไรก็ตาม หมอขอแนะนำนิดนึงว่าไม่มีหัตถการไหนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ตินะครับ

 

เนื่องจาก Retigen ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ในแง่ของปริมาตรความรูฟูหวือหวาแบบทันที

ท่านที่คาดหวังเรื่องความเปลี่ยนแปลงแบบว้าวทันใจหน้าตึงเปรี๊ยะ

ก็อาจจะรู้สึกไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควรครับ

 

รวมถึงผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏและคงอยู่อาจมีความฟันปลาไปตามสภาพผิวของส่วนบุคคล

โดยอาจจะไม่ได้อยู่นานคงทนเป๊ะเหมือนกลุ่มฟิลเลอร์ไฮยาลูรอน

 

ดังนั้น แทนที่จะวางแผนเข้ามาฉีดครั้งเดียวแล้วหวังจบผลลัพธ์ถาวร

หมอแนะนำให้ออกแบบโปรแกรมเป็นการดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง

จะสอดคล้องกับความจริงและได้ผลสูงสุดครับ

 

แต่ถึงอย่างไร สำหรับผู้ที่มุ่งเป้าพัฒนาสัมผัสเนื้อสัมผัสผิว

และคืนความกระชับยืดหยุ่นให้ตัวผิวแกนหลักจริงๆ

หมอก็ยังมองว่าเป็นหัตถการที่น่าลงทุนและให้ความคุ้มค่าสูงอยู่ดีครับ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q1. หลังทำ Retigen แล้ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน

ได้ทันทีเลยไหมคะ?

A. เนื่องจากเป็นหัตถการดูแลผิวแบบใช้เข็มฉีด

ดังนั้นในวันแรกที่ทำ อาจจะมีรอยแดงจากจุดเข็ม

หรือรอยบวมปูดของยา รวมถึงรอยช้ำเล็กๆ ได้เป็นปกติครับ

 

อาการปูดบวมและรอยแดงส่วนใหญ่จะยุบตัวลงภายใน 2-3 วัน

และคนไข้สามารถแต่งหน้า เผยผิว สัญจรใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นครับ

 

เพียงแต่ช่วงวันแรกๆ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ การเข้าซาวน่า หรือการดื่มแอลกอฮอล์

ซึ่งอาจส่งผลต่อการตอบสนองและฟื้นตัวของรอยเข็มใต้ผิวได้

เลี่ยงไว้สัก 2-3 วันจะดีที่สุดครับ

 

Q2. ควรฉีด Retigen กี่รอบครับ

ถึงจะเริ่มสังเกตเห็นถึงผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลง?

A. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไข้ส่วนใหญ่มีภาพจำคาดเคลื่อนพอดูครับ

สไตล์ skin booster รวมไปถึงการฉีดคอลลาเจน หากฉีดพึ่งเสร็จแค่รอบแรก อาจมองเห็นความต่างเด่นชัดได้ยากครับ

 

โดยปกติแล้ว เมื่อผ่านการรับบริการไปประมาณ 2-3 ครั้ง

คนไข้จะเริ่มสัมผัสได้ถึงเนื้อผิวเนียนนุ่มละเอียด

และความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติตามมาครับ

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพผิวและช่วงวัยของแต่งละคนแตกต่างกัน

หมอจึงอยากประเมินสภาพผิวหน้าจริงก่อน

ถึงจะดีไซน์พรีเซนต์ตัวเลขจำนวนครั้งการทำที่แม่นยำให้ได้ครับ

 

หมอแนะนำว่าควรพูดคุยปรึกษาหาจุดลงตัวของขั้นตอนรักษาก่อน

แล้วค่อยเลือกตัดสินใจทำจะได้ดีลที่ดีที่สุดครับ

 

ทั้งหมดนี้คือสรุปข้อมูล Retigen จากหมอวี ยองจิน ครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

เลเซอร์กำจัดขนรักแร้ ต้องกี่รอบกันแน่กว่าจะหมดเกลี้ยง? สรุปจำนวนครั้งจริงที่คนอยากทำต้องรู้

รีจูรัน vs จูวีลุค ผิวของเราเหมาะกับตัวไหนมากที่สุด?

ริ้วรอยหน้าผาก-รอบดวงตาใช้ Coretox, กรามและส่วนอื่นใช้ Botox? สูตรแมตช์โบที่ดีที่สุดในแต่ละจุด

'Golden Time' เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพ รีจูรัน ให้เห็นผลสูงสุด

ผลลัพธ์และผลข้างเคียงฟิลเลอร์บ่า 3 หลักการสำคัญปั้นไหล่ตั้งฉากสวยได้รูปแบบธรรมชาติ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

Secret RF ไมโครนีดเดิลลิฟติ้ง ช่วยแก้ทั้งรอยแผลเป็นและรูขุมขนกว้างได้ในครั้งเดียวครับ

ยกกระชับ

Secret RF ลิฟติ้ง แก้แผลเป็น-รูขุมขนได้ไหมครับ

มาดูกันครับว่า Secret RF ใช้ไมโครนีดเดิลกับ RF อย่างไร และช่วยแผลเป็น รูขุมขน ความกระชับได้อย่างไร

จูเวลุค โวลุ่ม เติมเต็มแก้มตอบและร่องแก้มด้วยคอลลาเจนได้จริงหรือครับ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

จูเวลุค โวลุ่ม เติมแก้มตอบ-ร่องแก้มด้วยคอลลาเจนไหม

มาดูกันครับว่าจูเวลุค โวลุ่มต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร และคอลลาเจนช่วยแก้มตอบ-ร่องแก้มอย่างไร

RE2O สกินบูสเตอร์ใต้ตา แก้ปัญหาร่องลึก ใต้ตาคล้ำ และริ้วรอยได้พร้อมกันจริงหรือครับ

ผิว

RE2O สกินบูสเตอร์ใต้ตา แก้ร่องลึก-คล้ำ-ริ้วรอยครับ

มาดูกันครับว่าใต้ตาคล้ำมีสาเหตุอะไรบ้าง และ RE2O ช่วยเสริมผิวใต้ตาให้หนาขึ้นอย่างไร

ฝ้าและจุดด่างดำปนกัน เลเซอร์โทนนิ่ง พิโค และ IPL ต่างกันอย่างไรตามชนิดเม็ดสี

ผิว

ฝ้า-จุดด่างดำผสมกัน โทนิ่ง,พิโค,IPL ต่างกันยังไงคะ

มาดูกันครับว่าเลเซอร์โทนนิ่ง พิโค IPL จัดการเม็ดสีต่างกันอย่างไร เหมาะกับฝ้า-จุดด่างดำแบบไหน

ถ้าอายุ 40 ปีแล้วเริ่มมองหาการยกกระชับผิวเป็นครั้งแรก ควรเริ่มจาก HIFU หรือคลื่นวิทยุความถี่สูงก่อนดี

ยกกระชับ

อายุ 40 ยกกระชับครั้งแรก เริ่ม HIFU หรือ RF ครับ

มาดูความต่างของ HIFU กับ RF ทั้งความลึก ความรู้สึก และการฟื้นตัว สำหรับวัย 40 ที่เริ่มยกกระชับครับ

Ultherapy PRIME ทำไมต้องลงลึกถึงชั้น SMAS ถึงจะยกกระชับได้จริง?

ยกกระชับ

Ultherapy PRIME ทำไมลงถึงชั้น SMAS ยกกระชับได้?

ทำไมความลึกระดับชั้น SMAS ถึงสำคัญกับการยกกระชับด้วย Ultherapy PRIME พร้อมแนวทางดูแลจากคลินิกโซล

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1