Secret RF ติดกันรัว ได้ผลน้อยกว่าคิด ไขเข้าใจผิด 3 ข้อจำนวนครั้ง-ระยะห่าง พร้อมเกณฑ์วางแผนเหมาะผิว
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

เวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Secret RF หลายคนมักคิดว่า "ถ้าจะทำทั้งที ทำรวดเดียวให้จบเร็ว ๆ ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ" แต่ความคิดแบบนี้กลับอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจได้ เพราะตัวหัตถการเองถูกออกแบบมาโดยมีพื้นฐานว่าต้องค่อย ๆ สะสมการกระตุ้นหลายครั้งโดยเว้นระยะเวลา
ดังนั้นบทความนี้จะไม่ให้ทุกท่านท่องจำจำนวนครั้งและระยะห่างเป็น "ตัวเลขคำตอบตายตัว" แต่จะเริ่มจากการไขความเข้าใจผิด 3 ข้อที่หลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนก่อน เพราะเมื่อคลี่คลายความเข้าใจผิดไปทีละข้อ แผนการรักษาที่เหมาะกับผิวและตารางเวลาของแต่ละคนก็จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเอง
ความเข้าใจผิดข้อที่ 1 — "ทำครั้งเดียวก็คงพอแล้ว"
หลังทำ Secret RF ครั้งแรก หากรู้สึกว่าผิวเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อย ก็มักจะคิดว่า "แค่นี้ก็คงจบแล้วมั้ง" แต่ในความเป็นจริง หัตถการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เสร็จสมบูรณ์ภายในครั้งเดียวตั้งแต่แรก เพราะหลักการทำงานคือการส่งคลื่นความถี่วิทยุผ่านปลายเข็มเล็ก ๆ ลงไปที่ชั้นหนังแท้ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน (โปรตีนที่เติมเต็มชั้นหนังแท้และช่วยพยุงความยืดหยุ่นกับความหนาของผิว) ขึ้นมาใหม่
สิ่งสำคัญคือกระบวนการสร้างคอลลาเจนนี้ไม่ได้จบลงในวันที่ทำหัตถการเสร็จ แต่จะค่อย ๆ ดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ Secret RF จึงถูกออกแบบมาให้กระตุ้นทีละน้อยหลายครั้งโดยเว้นระยะเวลา แทนที่จะกระตุ้นแรง ๆ เพียงครั้งเดียว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผิวได้ฟื้นตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่ไปพร้อมกัน อย่างงานวิจัยที่ศึกษาผิวรอบดวงตาของคนเอเชียก็ใช้วิธีทำหัตถการนี้ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์เช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะรีบตัดสินว่า "ใช้ได้" หรือ "ไม่เห็นผล" จากผลลัพธ์เพียงครั้งเดียว ควรมองภาพรวมการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายเดือนหลังจบคอร์สทั้งชุด หากหยุดตัดสินใจแค่จากความประทับใจในครั้งแรก ก็เท่ากับพลาดโอกาสเห็นช่วงที่คอลลาเจนกำลังสร้างตัวขึ้นอย่างเต็มที่ไปอย่างน่าเสียดาย

ความเข้าใจผิดข้อที่ 2 — "ยิ่งรวบทำเร็ว ๆ ผลลัพธ์ก็คงมาไวเหมือนกัน"
หลายคนอยากเห็นผลเร็ว ๆ เลยอยากทำหัตถการแต่ละครั้งให้ชิดกันมากที่สุด แต่ถ้าเว้นระยะห่างน้อยเกินไป ผิวจะไม่มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ กลายเป็นแค่สะสมการกระตุ้นโดยได้ผลลัพธ์กลับมาน้อยกว่าที่ควร เพราะการรวบทำถี่ ๆ ไม่ได้ทำให้คอลลาเจนสร้างตัวเร็วขึ้นตามไปด้วย
ในทางกลับกัน หากเว้นระยะห่างนานเกินไป ก็จะทำให้จังหวะการสะสมกระตุ้นทีละขั้นขาดตอนไปเช่นกัน ระยะที่มักใช้เป็นเกณฑ์กลาง ๆ คือประมาณ 4 สัปดาห์ ดังที่งานวิจัยเกี่ยวกับหัตถการไมโครนีดเดิลอาร์เอฟที่ทำห่างกันเดือนละครั้ง จำนวน 2-6 ครั้ง แสดงให้เห็น ส่วนใหญ่มักกำหนดรอบห่างกันประมาณเดือนละครั้ง ซึ่งเป็นระยะที่คำนึงถึงทั้งเวลาที่ผิวต้องใช้ฟื้นตัวและเวลาที่คอลลาเจนต้องใช้สร้างตัวไปพร้อมกัน

ฉะนั้นเป้าหมายตรงนี้ไม่ใช่ "ให้เร็วที่สุด" แต่คือ "ให้ถูกจังหวะ" การรีบทำครั้งถัดไปก่อนที่ผิวจะฟื้นตัวเต็มที่ ไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์มาเร็วขึ้น แต่กลับใกล้เคียงกับการไม่ให้เวลาผิวได้พักมากกว่า หากลองปล่อยวางความรีบร้อนลงบ้าง หลายครั้งแผนการรักษาก็จะวางง่ายขึ้นเองด้วยซ้ำ
ความเข้าใจผิดข้อที่ 3 — "ยิ่งทำเยอะยิ่งดีแน่นอน"
ความคิดที่ว่า "ยิ่งทำเยอะยิ่งดี" ก็เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยเช่นกัน จำนวนครั้งของ Secret RF ควรกำหนดตาม "ผลลัพธ์ที่อยากเห็น" มากกว่า "จำนวนที่มากที่สุด" แม้จะไม่ใช่สูตรตายตัว แต่หากสรุปแนวทางที่มักใช้อ้างอิงกันเป็นตาราง จะได้ภาพประมาณนี้
เป้าหมายที่อยากเห็นผล | จำนวนครั้งที่มักอ้างอิง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
ผิวเรียบเนียน·รูขุมขน | ประมาณ 3 ครั้ง | วางแผนเป็นคอร์สเดียว |
ปรับปรุงความยืดหยุ่น | 3-4 ครั้ง | เว้นระยะสะสมทีละขั้น |
ปรับผิวเรียบจากรอยแผลเป็น | มากกว่านั้นหลายครั้ง | ปรับตามสภาพผิว |
หากอยากปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้นหรือดูแลรูขุมขน ส่วนใหญ่มักวางแผนไว้ที่ประมาณ 3 ครั้งต่อคอร์ส และหากอยากดูแลความยืดหยุ่นของผิวไปด้วย ก็อาจเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นอีกเล็กน้อย ส่วนถ้าเป้าหมายคือการปรับผิวให้เรียบจากรอยแผลเป็น มักต้องทำซ้ำหลายครั้งกว่านั้น ยิ่งมีเป้าหมายที่อยากเห็นผลหลายอย่าง คอร์สก็ยิ่งยาวขึ้นตามไปด้วยเป็นเรื่องธรรมดา
ดังนั้นแทนที่จะฟันธงว่า "กี่ครั้งคือคำตอบที่ถูกต้อง" ตั้งแต่แรก ควรเริ่มจากการตัดสินใจก่อนว่าอยากให้การเปลี่ยนแปลงด้านไหนมาก่อน เพราะการทำเยอะ ๆ ไม่ได้แปลว่าคุ้มค่ากว่าเสมอไป เมื่อจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายไว้ชัดเจน จำนวนครั้งที่เหมาะสมสำหรับตัวเองก็จะมองเห็นได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

แล้วควรวางแผนโดยใช้เกณฑ์อะไรดี
เมื่อคลี่คลายความเข้าใจผิดทั้ง 3 ข้อไปแล้ว การวางแผนก็จะชัดเจนขึ้นมาก เพียงแค่พิจารณาเกณฑ์ไม่กี่ข้อไปพร้อมกัน มาดู 4 ข้อต่อไปนี้ไปด้วยกัน
จะให้ความสำคัญกับอะไรก่อน — จำนวนครั้งที่ต้องการจะต่างกันไปตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นรูขุมขน ความยืดหยุ่น หรือรอยแผลเป็น
ความเร็วในการฟื้นตัว — หากอาการบวมและแดงมักอยู่นาน การเว้นระยะห่างให้มากขึ้นอีกนิดจะสบายตัวกว่า
การจัดตารางเวลา — คำนวณจำนวนวันที่ต้องใช้ฟื้นตัว แล้ววางกำหนดการไม่ให้ชนกับนัดสำคัญ
มองในระยะยาว — ตัดสินผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายเดือนหลังจบทั้งคอร์ส ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
หากผิวบอบบางง่ายหรืออาการแดง·บวมมักอยู่นานกว่าปกติ ควรเว้นระยะห่างให้มากขึ้นอีกหน่อย ส่วนใครที่ฟื้นตัวเร็ว ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อปรับระยะให้เหมาะสมได้ และถึงแม้ตารางเวลาจะเลื่อนออกไปจนระยะห่างยาวขึ้นกว่าที่วางแผนไว้ การกระตุ้นที่สะสมมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพียงแค่กำหนดครั้งถัดไปต่อจากที่ทำไว้ได้เลย

ฮับจอง Beautystone ไขความเข้าใจผิดนี้ให้คุณด้วยวิธีนี้
ฮับจอง Beautystone จะไม่ฟันธงเรื่อง "กี่ครั้ง กี่สัปดาห์" ตั้งแต่แรกเมื่อวางแผนโปรแกรม Secret RF ให้ แต่จะสอบถามก่อนว่าคุณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านไหนมากที่สุด และสภาพผิวตอนนี้เป็นอย่างไร แล้วจึงร่วมวางแผนคอร์สให้เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ เพราะแม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่แผนของคนที่อยากดูแลรูขุมขนกับคนที่อยากดูแลความยืดหยุ่นไปพร้อมกันย่อมแตกต่างกัน
ด้วยขนาดคลินิกที่กะทัดรัดและเดินถึงได้จากสถานีฮับจอง เราจึงมีเวลารับฟังตารางเวลาและความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคนอย่างเต็มที่ และร่วมกำหนดรอบการรักษาที่ไม่กดดันจนเกินไปให้กับคุณได้ อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไปเท่านั้น จำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะกับตัวคุณเองควรปรึกษากับแพทย์ที่ตรวจให้โดยตรงจึงจะแม่นยำที่สุด
หลังทำหัตถการ หากอาการแดงหรือบวมอยู่นานกว่าปกติ หรือรู้สึกไม่สบายผิวที่ผิดไปจากเดิม ควรมาตรวจเช็กอาการก่อน มากกว่าจะรีบทำครั้งถัดไปให้เร็วขึ้น จะปลอดภัยกว่า อาการส่วนใหญ่มักเป็นเพียงชั่วคราวและไม่รุนแรง แต่การฟังสัญญาณที่ผิวของคุณส่งมาก่อนเสมอ คือจุดเริ่มต้นของแผนการรักษาที่ดี

คำถามที่พบบ่อย
ทำครบคอร์ส 3 ครั้งแล้ว แต่รู้สึกว่าผลลัพธ์ยังไม่ค่อยน่าพอใจ สามารถทำเพิ่มได้ไหมคะ
ได้ครับ ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย บางเคสก็ทำต่อเนื่องเพิ่มเติมหลังจบคอร์สแรกไปแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่มีเป้าหมายเรื่องการปรับผิวจากรอยแผลเป็น หรือมีหลายจุดที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็อาจเพิ่มจำนวนครั้งได้ครับ แต่แนะนำให้ดูการเปลี่ยนแปลงที่สะสมมาตลอดหลายเดือนก่อน มากกว่าตัดสินจากผลครั้งเดียว แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องการทำเพิ่มโดยดูสภาพผิวตอนมาตรวจอีกครั้งครับ
ผิวค่อนข้างบอบบาง อยากเว้นระยะห่างให้นานขึ้น แต่กลัวว่าจะได้ผลน้อยลง จะเป็นแบบนั้นไหมคะ
การเว้นระยะห่างให้มากขึ้นไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพลดลงครับ ในทางกลับกัน หากอาการบวมหรือแดงมักอยู่นาน การให้เวลาผิวฟื้นตัวอย่างเพียงพอจะปลอดภัยกว่า และการกระตุ้นที่สะสมไว้ก็ไม่ได้หายไปไหนด้วย ดังนั้นกำหนดระยะห่างให้เหมาะกับความเร็วในการฟื้นตัวของตัวเองได้เลยครับ
มีงานสำคัญที่ต้องเข้าร่วมเร็ว ๆ นี้ ควรเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไหร่ดีคะ
หลังทำหัตถการทันทีอาจมีอาการแดงหรือบวมเล็กน้อย หากมีนัดสำคัญ ควรเผื่อเวลาฟื้นตัวไว้สักสองสามวันก่อนวันงานครับ และเนื่องจากเป็นหัตถการที่ต้องทำหลายครั้ง การวางแผนย้อนกลับจากวันงานให้มีเวลาเผื่อไว้พอสมควรจะช่วยให้สบายใจมากขึ้นครับ
เวลาวางแผนทั้งคอร์ส ควรกะระยะเวลารวมไว้ประมาณเท่าไหร่ดีคะ
แล้วแต่เป้าหมายครับ แต่โดยประมาณหากทำ 3-4 ครั้ง เว้นระยะห่างครั้งละประมาณ 4 สัปดาห์ ก็จะพอกะระยะเวลารวมได้คร่าว ๆ อย่างไรก็ตาม ระยะห่างอาจปรับเปลี่ยนได้เล็กน้อยตามความเร็วในการฟื้นตัวและตารางเวลาของแต่ละคน แนะนำให้กำหนดระยะเวลารวมที่แน่นอนร่วมกันตอนมาตรวจอีกครั้งครับ

ผิว
Ellanse แต่ละประเภทอยู่ได้นานต่างกัน แล้วดูราคายังไงให้คุ้มจริง?

ยกกระชับ
Alltite เห็นผลช้าหรือเร็ว? ทำไมความรู้สึกหลังทำกับผลจริงถึงมาคนละเวลา

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ทำไมราคา Juvelook Volume ต่างกันทุกที่? ไวแอลและพื้นที่คือเหตุผล

ผู้ชาย
หลังรักษารูขุมขนจมูก ล้างหน้า แต่งหน้า ออกกำลังกาย ได้เมื่อไหร่?

ผิว
ลบรอยสักอายไลเนอร์ต้องกี่ครั้ง? ค่าใช้จ่ายต่างจากคิ้วสักยังไง

กำจัดขน
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมลูก ทำเลเซอร์กำจัดขนได้ไหม?



