
โบท็อกซ์คาง 60U ฉีดเยอะไม่ได้แปลว่าดี อย่าหลงเชื่อ
โบท็อกซ์คาง 60U ฉีดเยอะไม่ได้แปลว่าดี อย่าหลงเชื่อ
โบท็อกซ์คาง 60U ฉีดเยอะไม่ได้แปลว่าดี อย่าหลงเชื่อ
โบท็อกซ์คาง 60U ไม่ใช่แค่เยอะ! หมออธิบายปริมาณที่เหมาะตามเพศ-รูปร่าง พร้อมผลลัพธ์ที่ต่างกันจริง
โบท็อกซ์กราม 60U อย่าไปหลงเชื่อคำพูดที่ว่า ยิ่งฉีดเยอะยิ่งดียัดเยียดให้ตัวเรานะคะ
โบท็อกซ์กราม คืออะไร?
โบท็อกซ์กราม คือ การฉีดโบนูลินุม ท็อกซิน เข้าไปยังกล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter Muscle) บริเวณมุมกราม เพื่อช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อให้ดูบานน้อยลงและเล็กลงค่ะ
💡 เช็คสักนิดก่อนจะอ่านต่อไปนะคะ
Q. เป็นผู้หญิงควรฉีดโบท็อกซ์กราม 60U ดีไหมคะ หรือแค่ 40U ก็พอแล้ว?
A. โดยเฉลี่ยแล้วสำหรับผู้หญิง 40U ถือว่าเพียงพอค่ะ ยิ่งกรณีที่มีขนาดกล้ามเนื้อค่อนข้างใหญ่หรือเป็นคนตัวสูง การเลือกฉีด 60U ขึ้นไป จะได้รับผลลัพธ์ที่ชัดเจนและประหยัดเวลากว่าเห็นๆ ค่ะ
Q. หากปริมาณยูนิต (U) เยอะขึ้น จะทำให้ผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นด้วยไหมคะ?
A. หากปริมาณยูนิตเหมาะสมกับมวลกล้ามเนื้อที่มีอยู่จริง จะถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัยค่ะ โดยส่วนมากการฉีดปริมาณที่น้อยเกินไปต่างหากที่เสี่ยงต่อการไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี
"ปกติ โบท็อกซ์กราม 60U เป็นปริมาณมาตรฐานสำหรับผู้ชายทั่วไปครับ
ส่วนผู้หญิง 40U ก็คิดว่าเพียงพอแล้ว แต่เนื่องจากคุณเป็นคนมีกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างหนาและมีรูปร่างที่สูงยาว การเลือกใช้โดสขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและให้ผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากกว่าครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮงแด)

เหตุผลว่าทำไม 60U ถึงเป็น 'ค่ามาตรฐานของผู้ชาย'
คนส่วนใหญ่มักจะคิดเรื่องโบท็อกซ์กรามกันแบบนี้ใช่ไหมคะ
"อ๋อ เป็นผู้หญิงฉีดแค่ 40U ส่วนเป็นผู้ชายฉีด 60U ไงล่ะ"
แต่จะบอกว่าความจริงมันค่อนข้างซับซ้อนน่ะสิคะ
เพราะจริงๆ แล้ว ขนาดของกล้ามเนื้อกรามของแต่ละบุคคล
ต่างหากที่เป็นเกณฑ์สำคัญยิ่งกว่าเพศของเรา
เนื่องจากกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการเคี้ยว (หรือตรงบริเวณข้างๆ แก้ม
ที่ปูดนูนขึ้นมาเวลาที่เราลองกัดฟันแน่นๆ)
หน้าตาและขนาดของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลยค่ะ
ต่อให้เป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ระหว่างผู้หญิงที่มีกล้ามเนื้อส่วนนี้พัฒนาดีมาก
กับคนที่มีน้อย มวลกล้ามเนื้อกราม
อาจจะมีความแตกต่างกันได้มากกว่า 2 เท่าเลยทีเดียวนะคะ
และโบท็อกซ์เองทำหน้าที่โดยการเข้าทำปฏิกิริยากับกล้ามเนื้อ
ดังนั้น ยิ่งถ้าเรามีกล้ามเนื้อปริมาณมาก ก็จำเป็นต้องอาศัยปริมาณยูนิตที่เหมาะสม
เพื่อจะได้เห็นผลการรักษาที่น่าพอใจค่ะ
หากเราใช้ยูนิตที่น้อยเกินไปกับกล้ามเนื้อส่วนที่หนาแน่นและสตรองมากๆ
ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะสั้นลง อยู่พยุงได้ไม่นาน หรือกล้ามเนื้อกรามหายเป็นหน้าเว้าข้างเดียว
รวมไปถึงทำให้เรารู้สึกเฟลหรือไม่พอใจหลังทำได้นั่นเองค่ะ
ความเห็นตรงนี้หมอกลั่นออกมาจากหน้างานจริงเลยครับ
เพราะผมได้เจอลูกค้าหลายท่านที่บ่นว่า เคยฉีด 40U มาแล้วถึง 3 รอบแต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งในกลุ่มผู้รับบริการเหล่านั้น
ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงที่รูปร่างค่อนข้างสูงและมีโครงกระดูกโครงหน้าที่กว้าง
อยู่เยอะมากๆ เลยครับ
พอลองสลับมาปรับยูนิตให้อยู่ที่ 60U ดู
เกือบทุกคนสัมผัสถึงความพึงพอใจได้ตั้งแต่ทำไปแค่ 2 ครั้งเท่านั้นครับ

👨⚕️ สรุปใจความสำคัญจาก หมอวี ยองจิน:
ปริมาณโบท็อกซ์กราม 60U คือปริมาณเบื้องต้นมาตรฐานที่แนะนำสำหรับผู้ชายนะครับ
แม้ค่าเฉลี่ยปกติของผู้หญิงคือ 40U
แต่สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือส่วนสูงประมาณนึง
แนะนำให้เริ่มพิจารณาที่ 60U ขึ้นไปตั้งแต่ครั้งแรก
จะช่วยประหยัดเวลาและเห็นผลที่เวิร์กกว่ามากครับ
บ่อยครั้งที่ผมสังเกตเห็นเคสที่พยายามจะประหยัดงบประหยัดยูนิตลง
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ชัดเจน จนต้องคอยมาคลินิกซ้ำๆ
ซึ่งทำให้เจ็บตัวเคสลักษณะนี้เยอะเลยครับ
ถ้าอย่างนั้นตัวฉันเองต้องเลือก 40U หรือ 60U ดีคะ?
บอกตรงๆ เลยนะคะว่า
ถ้ายังไม่ได้เข้ามาให้คุณหมอสัมผัสเนื้อและตรวจคลำดูขนาดกล้ามเนื้อที่อยู่ในห้องตรวจจริงๆ
มันยากมากเลยค่ะที่จะประเมินแบบสุ่มๆ หรือฟันธงล่วงหน้าได้ชัวร์แบบ 100%
แต่ผมอยากลองให้เกณฑ์ง่ายๆ ไว้ช่วยประเมินตัวเองเบื้องต้น ดังนี้ครับ:
ประเภทผู้รับบริการ | ยูนิตแนะนำ | จุดเด่น |
|---|---|---|
ผู้หญิง / กล้ามเนื้อเล็ก / สูงไม่เกิน 160 ซม. | 40U | เป็นเกณฑ์พื้นฐานทั่วไปสำหรับผู้หญิง |
ผู้หญิง / กล้ามเนื้อกรามเยอะ หรือ สูงเกิน 165 ซม. ขึ้นไป | 60U | รวมถึงกลุ่มที่เคยฉีด 40U แล้วไม่เห็นผลด้วยค่ะ |
ผู้ชาย / รูปร่างสัดส่วนเฉลี่ยมาตรฐาน | 60U | เป็นปริมาณแนะนำสตาร์ทต้นพื้นฐานสำหรับผู้ชาย |
ผู้ชาย / กล้ามเนื้อบดเคี้ยวใหญ่เป็นพิเศษ | 80U ขึ้นไป | แล้วแต่กรณีประเมินไปเป็นรายตัว |
และนี่เป็นข้อนึงที่หลายท่านมักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆ ค่ะ
การตัดสินใจเลือกใช้ปริมาณยูนิตที่เยอะ ไม่ได้หมายความว่าจะเสี่ยงอันตรายไปซะทุกอย่างนะคะ
สิ่งที่เรียกว่า 'โดสที่เหมาะสม' คือการมองปริมาณที่ตอบรับและแมทช์กับขนาดกล้ามเนื้อจริงของคนนั้นๆ ค่ะ
หากไปตีกรอบและพยายามใช้โดสที่บีบให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรได้
ผลลัพธ์ก็จะต่ำและดรอปลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
แต่มาถึงหนึ่งจุดที่สำคัญที่อยากให้เรียนรู้นะคะ
หากมีการส่งผ่านยูนิตโบท็อกซ์ตรงเข้าไปยังกล้ามเนื้อเคี้ยวมากจนโอเวอร์โดส
จะสามารถทำให้กำลังหรือแรงที่คุณใช้ในการขบเคี้ยวอาหารเบาบางลดลงได้ค่ะ
บางท่านเลยแอบบ่มพึมพำว่า รู้สึกเคี้ยวของกินที่ค่อนข้างเหนียวลำบากขึ้นนิดนึงหลังจากทำ
เป็นต้นค่ะ
ซึ่งส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นแบบชั่วคราวอยู่แล้วค่ะ และมักจะหายเป็นปกติภายใน 4-6 เดือน
แต่อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้ข้อมูลตรงส่วนนี้ประกอบก่อนจะทำเรื่องตัดสินใจเพื่อความอุ่นใจกันนะคะ
แต่ถ้าพูดถึงประสิทธิภาพในการปรับโครงหน้าให้เรียวสวยเป็น V-line
รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงอย่างการนอนกัดฟัน หรือปวดหัวตึงขมับ
ถือว่าถ้าเราวางปริมาณยูนิตได้ถูกต้องตามความเหมาะเจาะกับรายบุคคลแล้ว ผลตอบรับความพึงพอใจจะค่อนข้างแฮปปี้ในระดับสูงเลยทีเดียวค่ะ

ผลจะเริ่มชัดและอยู่ได้ยาวนานเท่าไหร่คะ?
แม้จะแตกต่างกันออกไปในเคสของแต่ละบุคคล
แต่ตามปกติหมอมักอธิบายตามสเต็ปแบบนี้ให้ฟังกันเสมอครับ
ภายในสัปดาห์ที่ 2~4 หลังจากทำเสร็จ
ขนาดความหนาของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ แฟ่บและนิ่มลง
และเริ่มสัมผัสการเปิดตัวของกรอบกรามและสัดส่วนใบหน้าที่ลดลงอย่างชัดเจนครับ
โดยเฉลี่ยแล้ว แนะนำให้ขอดูผลสัมฤทธิ์ที่ลงลึกสมบูรณ์จริงๆ หลังทำไปครบ 1 เดือนเต็มจะชัวร์สุดครับ
ระยะเวลาการคงอยู่ทั่วไปจะอยู่ได้นานราวๆ 4~6 เดือนโดยประมาณครับ
ผู้มาใช้บริการในรุ่นเริ่มแรกหลายราย เพราะกล้ามเนื้อเค้ายังมีขนาดที่แข็งแรงมากอย่างเต็มกำลัง
ส่งผลให้โบท็อกซ์สลายตัวหรือเริ่มหมดฤทธิ์ไวหน่อยที่ราวๆ 4 เดือนแรก
แต่ถ้าเริ่มวนกลับมาซ้ำรับการรักษาต่อในรอบที่ 2~3 อย่างต่อเนื่อง
กล้ามเนื้อฝ่อลีบและบางลงตามอิทธิพลเรื่อยๆ มักจะขยายเวลาอยู่ยาวได้นานเกินขึ้นไปเกิน 6 เดือนเลยครับ
ซึ่งเจอกลุ่มผู้เคสแบบนี้บ่อยเช่นกันครับ
และมีสิ่งหนึ่งที่หมออยากย้ำเตือนให้ทราบเลยคือก่อนจะปักใจเชื่อนะครับ
โบท็อกซ์ไม่ได้เป็นการรักษาแนวทางถาวรที่จะคงตัวตลอดไปโดยสิ้นเชิงครับ
เราต้องแวะเวียนมาประคองและฉีดดูแลรักษาเพื่อคงสภาพอย่างเป็นระยะตามสมควร
เพื่อจะช่วยรักษาผลลัพธ์รูปเรียวหน้าสวยดั่งใจได้ตราบนานเท่านานนั่นเองครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. โบท็อกซ์กราม ครั้งแรกจำเป็นต้องสตาร์ทที่ 40U ไต่ระดับก่อนไหมคะ?
A. ตอบเลยว่า ไม่จำเป็นเลยค่ะ
ต่อให้เป็นการปรนนิบัติแก้โบท็อกซ์ครั้งแรกสุดของคุณเลยก็ตาม แต่ถ้ากล้ามเนื้อหนาแข็งแรง
หรือกลุ่มเคสที่มีโครงสร้างแนวกระดูกขากรรไกรที่ปีกออกไปอย่างแข็งแกร่ง
แต่ไปฝืนลองเล่นสตาร์ทจิ๋วที่ 40U มีโอกาสที่จะแทบไม่เห็นจุดต่างหรือเกิดข้อกังขาว่า
"อ้าว ร่างกายของเราเป็นพวกดื้อโบท็อกซ์รึเปล่านะ?"
จนทำให้กังวลไปเปล่าๆ ค่ะ
ฉะนั้น การมาตรวจประเมินกับคุณหมอหน้าห้องตรวจ เพื่อประเมินและดีไซน์ยูนิตไปด้วยกัน
จึงเหมาะสมที่สุดแล้วค่ะ
Q2. ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วจะทำให้เกิดอาการแก้มย้อยหน้าเหี่ยวลงไหมคะ?
A. เปอร์เซ็นต์ความสงสัยความกังวลในเรื่องนี้มีเข้ามาค่อนข้างเยอะครับ
แต่เนื่องจากเป็นกระบวนการที่เราตั้งใจเข้าไปลดแค่ตัวกล้ามเนื้อบดเคี้ยวเฉยๆ
มันจึงไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงตามหลักโครงสร้างตรงๆ กับความหย่อนคล้อยของเนื้อชั้นผิวโดยรวมครับ
เพียงแต่วิมลความตื้นและมิติมุมบนใบหน้าเปลี่ยนไปจากความตอบแฟ่บของกรอบกราม
จึงอาจมีคุณผู้รับบริการบางท่านแอบคิดและจับสังเกตว่าแก้มดูทรุดหรือตกลงไปเล็กน้อย
ซึ่งสัมผัสหลังทำเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสรีรวิทยาของเฉพาะบุคคลที่ต่างกันครับ
ถ้าหากมีความไม่สบายใจในจุดใดๆ ก็ตามล่วงหน้า แนะนำแจ้งให้หมอทราบได้ทันทีในขั้นตอนการให้คำปรึกษาเลยครับ
ผมจะได้ช่วยเช็คโครงสร้างและสยบข้อกังวลร่วมกันครับ
Q3. ราคาเรทโบท็อกซ์กราม 60U จะตกช็อตละประมาณเท่าไหร่หรือคะ?
A. ความผันผวนด้านราคาของทางคลินิกและสปาความงามแต่ละหนแห่งจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
แต่ถ้ามองภาพรวมสำหรับเคสเรท 60U ทั่วๆ ไป ราคาเฉลี่ยจะแกว่งอยู่ที่ช่วงราวประมาณ 50,000 ~ 100,000 วอนครับ
ด้วยเหตุที่ปริมาณส่วนพาร์ทยูนิต แบรนด์ยี่ห้อ รวมถึงรสนิยมและความเชี่ยวชาญช่ำชองของคุณหมอผู้ฉีด
ส่งผลอย่างมากต่อตารางงบเปรียบเทียบในแง่นี้
การมุ่งเปรียบแค่เรื่องของค่าใช้จ่ายแต่เพียงอย่างเดียว
เลยเป็นทางเลือกเปรียบเทียบที่อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปค่ะ
ก่อนจะแวะเวียนแวะเข้าคลินิก สามารถสอบถามผ่านแชท KakaoTalk เอาไว้ก่อนได้เลยนะคะ
ขอฝากสาระจาก หมอวี ยองจิน ไว้เพียงเท่านี้นะคะ
▶ บทความอ่านเสริมคู่กัน:
โบท็อกซ์กราม 60U อย่าไปหลงเชื่อคำพูดที่ว่า ยิ่งฉีดเยอะยิ่งดียัดเยียดให้ตัวเรานะคะ
โบท็อกซ์กราม คืออะไร?
โบท็อกซ์กราม คือ การฉีดโบนูลินุม ท็อกซิน เข้าไปยังกล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter Muscle) บริเวณมุมกราม เพื่อช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อให้ดูบานน้อยลงและเล็กลงค่ะ
💡 เช็คสักนิดก่อนจะอ่านต่อไปนะคะ
Q. เป็นผู้หญิงควรฉีดโบท็อกซ์กราม 60U ดีไหมคะ หรือแค่ 40U ก็พอแล้ว?
A. โดยเฉลี่ยแล้วสำหรับผู้หญิง 40U ถือว่าเพียงพอค่ะ ยิ่งกรณีที่มีขนาดกล้ามเนื้อค่อนข้างใหญ่หรือเป็นคนตัวสูง การเลือกฉีด 60U ขึ้นไป จะได้รับผลลัพธ์ที่ชัดเจนและประหยัดเวลากว่าเห็นๆ ค่ะ
Q. หากปริมาณยูนิต (U) เยอะขึ้น จะทำให้ผลข้างเคียงเพิ่มขึ้นด้วยไหมคะ?
A. หากปริมาณยูนิตเหมาะสมกับมวลกล้ามเนื้อที่มีอยู่จริง จะถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัยค่ะ โดยส่วนมากการฉีดปริมาณที่น้อยเกินไปต่างหากที่เสี่ยงต่อการไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดี
"ปกติ โบท็อกซ์กราม 60U เป็นปริมาณมาตรฐานสำหรับผู้ชายทั่วไปครับ
ส่วนผู้หญิง 40U ก็คิดว่าเพียงพอแล้ว แต่เนื่องจากคุณเป็นคนมีกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างหนาและมีรูปร่างที่สูงยาว การเลือกใช้โดสขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและให้ผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากกว่าครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮงแด)

เหตุผลว่าทำไม 60U ถึงเป็น 'ค่ามาตรฐานของผู้ชาย'
คนส่วนใหญ่มักจะคิดเรื่องโบท็อกซ์กรามกันแบบนี้ใช่ไหมคะ
"อ๋อ เป็นผู้หญิงฉีดแค่ 40U ส่วนเป็นผู้ชายฉีด 60U ไงล่ะ"
แต่จะบอกว่าความจริงมันค่อนข้างซับซ้อนน่ะสิคะ
เพราะจริงๆ แล้ว ขนาดของกล้ามเนื้อกรามของแต่ละบุคคล
ต่างหากที่เป็นเกณฑ์สำคัญยิ่งกว่าเพศของเรา
เนื่องจากกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการเคี้ยว (หรือตรงบริเวณข้างๆ แก้ม
ที่ปูดนูนขึ้นมาเวลาที่เราลองกัดฟันแน่นๆ)
หน้าตาและขนาดของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลยค่ะ
ต่อให้เป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่ระหว่างผู้หญิงที่มีกล้ามเนื้อส่วนนี้พัฒนาดีมาก
กับคนที่มีน้อย มวลกล้ามเนื้อกราม
อาจจะมีความแตกต่างกันได้มากกว่า 2 เท่าเลยทีเดียวนะคะ
และโบท็อกซ์เองทำหน้าที่โดยการเข้าทำปฏิกิริยากับกล้ามเนื้อ
ดังนั้น ยิ่งถ้าเรามีกล้ามเนื้อปริมาณมาก ก็จำเป็นต้องอาศัยปริมาณยูนิตที่เหมาะสม
เพื่อจะได้เห็นผลการรักษาที่น่าพอใจค่ะ
หากเราใช้ยูนิตที่น้อยเกินไปกับกล้ามเนื้อส่วนที่หนาแน่นและสตรองมากๆ
ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะสั้นลง อยู่พยุงได้ไม่นาน หรือกล้ามเนื้อกรามหายเป็นหน้าเว้าข้างเดียว
รวมไปถึงทำให้เรารู้สึกเฟลหรือไม่พอใจหลังทำได้นั่นเองค่ะ
ความเห็นตรงนี้หมอกลั่นออกมาจากหน้างานจริงเลยครับ
เพราะผมได้เจอลูกค้าหลายท่านที่บ่นว่า เคยฉีด 40U มาแล้วถึง 3 รอบแต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งในกลุ่มผู้รับบริการเหล่านั้น
ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงที่รูปร่างค่อนข้างสูงและมีโครงกระดูกโครงหน้าที่กว้าง
อยู่เยอะมากๆ เลยครับ
พอลองสลับมาปรับยูนิตให้อยู่ที่ 60U ดู
เกือบทุกคนสัมผัสถึงความพึงพอใจได้ตั้งแต่ทำไปแค่ 2 ครั้งเท่านั้นครับ

👨⚕️ สรุปใจความสำคัญจาก หมอวี ยองจิน:
ปริมาณโบท็อกซ์กราม 60U คือปริมาณเบื้องต้นมาตรฐานที่แนะนำสำหรับผู้ชายนะครับ
แม้ค่าเฉลี่ยปกติของผู้หญิงคือ 40U
แต่สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือส่วนสูงประมาณนึง
แนะนำให้เริ่มพิจารณาที่ 60U ขึ้นไปตั้งแต่ครั้งแรก
จะช่วยประหยัดเวลาและเห็นผลที่เวิร์กกว่ามากครับ
บ่อยครั้งที่ผมสังเกตเห็นเคสที่พยายามจะประหยัดงบประหยัดยูนิตลง
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ชัดเจน จนต้องคอยมาคลินิกซ้ำๆ
ซึ่งทำให้เจ็บตัวเคสลักษณะนี้เยอะเลยครับ
ถ้าอย่างนั้นตัวฉันเองต้องเลือก 40U หรือ 60U ดีคะ?
บอกตรงๆ เลยนะคะว่า
ถ้ายังไม่ได้เข้ามาให้คุณหมอสัมผัสเนื้อและตรวจคลำดูขนาดกล้ามเนื้อที่อยู่ในห้องตรวจจริงๆ
มันยากมากเลยค่ะที่จะประเมินแบบสุ่มๆ หรือฟันธงล่วงหน้าได้ชัวร์แบบ 100%
แต่ผมอยากลองให้เกณฑ์ง่ายๆ ไว้ช่วยประเมินตัวเองเบื้องต้น ดังนี้ครับ:
ประเภทผู้รับบริการ | ยูนิตแนะนำ | จุดเด่น |
|---|---|---|
ผู้หญิง / กล้ามเนื้อเล็ก / สูงไม่เกิน 160 ซม. | 40U | เป็นเกณฑ์พื้นฐานทั่วไปสำหรับผู้หญิง |
ผู้หญิง / กล้ามเนื้อกรามเยอะ หรือ สูงเกิน 165 ซม. ขึ้นไป | 60U | รวมถึงกลุ่มที่เคยฉีด 40U แล้วไม่เห็นผลด้วยค่ะ |
ผู้ชาย / รูปร่างสัดส่วนเฉลี่ยมาตรฐาน | 60U | เป็นปริมาณแนะนำสตาร์ทต้นพื้นฐานสำหรับผู้ชาย |
ผู้ชาย / กล้ามเนื้อบดเคี้ยวใหญ่เป็นพิเศษ | 80U ขึ้นไป | แล้วแต่กรณีประเมินไปเป็นรายตัว |
และนี่เป็นข้อนึงที่หลายท่านมักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆ ค่ะ
การตัดสินใจเลือกใช้ปริมาณยูนิตที่เยอะ ไม่ได้หมายความว่าจะเสี่ยงอันตรายไปซะทุกอย่างนะคะ
สิ่งที่เรียกว่า 'โดสที่เหมาะสม' คือการมองปริมาณที่ตอบรับและแมทช์กับขนาดกล้ามเนื้อจริงของคนนั้นๆ ค่ะ
หากไปตีกรอบและพยายามใช้โดสที่บีบให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรได้
ผลลัพธ์ก็จะต่ำและดรอปลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
แต่มาถึงหนึ่งจุดที่สำคัญที่อยากให้เรียนรู้นะคะ
หากมีการส่งผ่านยูนิตโบท็อกซ์ตรงเข้าไปยังกล้ามเนื้อเคี้ยวมากจนโอเวอร์โดส
จะสามารถทำให้กำลังหรือแรงที่คุณใช้ในการขบเคี้ยวอาหารเบาบางลดลงได้ค่ะ
บางท่านเลยแอบบ่มพึมพำว่า รู้สึกเคี้ยวของกินที่ค่อนข้างเหนียวลำบากขึ้นนิดนึงหลังจากทำ
เป็นต้นค่ะ
ซึ่งส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นแบบชั่วคราวอยู่แล้วค่ะ และมักจะหายเป็นปกติภายใน 4-6 เดือน
แต่อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้ข้อมูลตรงส่วนนี้ประกอบก่อนจะทำเรื่องตัดสินใจเพื่อความอุ่นใจกันนะคะ
แต่ถ้าพูดถึงประสิทธิภาพในการปรับโครงหน้าให้เรียวสวยเป็น V-line
รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการข้างเคียงอย่างการนอนกัดฟัน หรือปวดหัวตึงขมับ
ถือว่าถ้าเราวางปริมาณยูนิตได้ถูกต้องตามความเหมาะเจาะกับรายบุคคลแล้ว ผลตอบรับความพึงพอใจจะค่อนข้างแฮปปี้ในระดับสูงเลยทีเดียวค่ะ

ผลจะเริ่มชัดและอยู่ได้ยาวนานเท่าไหร่คะ?
แม้จะแตกต่างกันออกไปในเคสของแต่ละบุคคล
แต่ตามปกติหมอมักอธิบายตามสเต็ปแบบนี้ให้ฟังกันเสมอครับ
ภายในสัปดาห์ที่ 2~4 หลังจากทำเสร็จ
ขนาดความหนาของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ แฟ่บและนิ่มลง
และเริ่มสัมผัสการเปิดตัวของกรอบกรามและสัดส่วนใบหน้าที่ลดลงอย่างชัดเจนครับ
โดยเฉลี่ยแล้ว แนะนำให้ขอดูผลสัมฤทธิ์ที่ลงลึกสมบูรณ์จริงๆ หลังทำไปครบ 1 เดือนเต็มจะชัวร์สุดครับ
ระยะเวลาการคงอยู่ทั่วไปจะอยู่ได้นานราวๆ 4~6 เดือนโดยประมาณครับ
ผู้มาใช้บริการในรุ่นเริ่มแรกหลายราย เพราะกล้ามเนื้อเค้ายังมีขนาดที่แข็งแรงมากอย่างเต็มกำลัง
ส่งผลให้โบท็อกซ์สลายตัวหรือเริ่มหมดฤทธิ์ไวหน่อยที่ราวๆ 4 เดือนแรก
แต่ถ้าเริ่มวนกลับมาซ้ำรับการรักษาต่อในรอบที่ 2~3 อย่างต่อเนื่อง
กล้ามเนื้อฝ่อลีบและบางลงตามอิทธิพลเรื่อยๆ มักจะขยายเวลาอยู่ยาวได้นานเกินขึ้นไปเกิน 6 เดือนเลยครับ
ซึ่งเจอกลุ่มผู้เคสแบบนี้บ่อยเช่นกันครับ
และมีสิ่งหนึ่งที่หมออยากย้ำเตือนให้ทราบเลยคือก่อนจะปักใจเชื่อนะครับ
โบท็อกซ์ไม่ได้เป็นการรักษาแนวทางถาวรที่จะคงตัวตลอดไปโดยสิ้นเชิงครับ
เราต้องแวะเวียนมาประคองและฉีดดูแลรักษาเพื่อคงสภาพอย่างเป็นระยะตามสมควร
เพื่อจะช่วยรักษาผลลัพธ์รูปเรียวหน้าสวยดั่งใจได้ตราบนานเท่านานนั่นเองครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. โบท็อกซ์กราม ครั้งแรกจำเป็นต้องสตาร์ทที่ 40U ไต่ระดับก่อนไหมคะ?
A. ตอบเลยว่า ไม่จำเป็นเลยค่ะ
ต่อให้เป็นการปรนนิบัติแก้โบท็อกซ์ครั้งแรกสุดของคุณเลยก็ตาม แต่ถ้ากล้ามเนื้อหนาแข็งแรง
หรือกลุ่มเคสที่มีโครงสร้างแนวกระดูกขากรรไกรที่ปีกออกไปอย่างแข็งแกร่ง
แต่ไปฝืนลองเล่นสตาร์ทจิ๋วที่ 40U มีโอกาสที่จะแทบไม่เห็นจุดต่างหรือเกิดข้อกังขาว่า
"อ้าว ร่างกายของเราเป็นพวกดื้อโบท็อกซ์รึเปล่านะ?"
จนทำให้กังวลไปเปล่าๆ ค่ะ
ฉะนั้น การมาตรวจประเมินกับคุณหมอหน้าห้องตรวจ เพื่อประเมินและดีไซน์ยูนิตไปด้วยกัน
จึงเหมาะสมที่สุดแล้วค่ะ
Q2. ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วจะทำให้เกิดอาการแก้มย้อยหน้าเหี่ยวลงไหมคะ?
A. เปอร์เซ็นต์ความสงสัยความกังวลในเรื่องนี้มีเข้ามาค่อนข้างเยอะครับ
แต่เนื่องจากเป็นกระบวนการที่เราตั้งใจเข้าไปลดแค่ตัวกล้ามเนื้อบดเคี้ยวเฉยๆ
มันจึงไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงตามหลักโครงสร้างตรงๆ กับความหย่อนคล้อยของเนื้อชั้นผิวโดยรวมครับ
เพียงแต่วิมลความตื้นและมิติมุมบนใบหน้าเปลี่ยนไปจากความตอบแฟ่บของกรอบกราม
จึงอาจมีคุณผู้รับบริการบางท่านแอบคิดและจับสังเกตว่าแก้มดูทรุดหรือตกลงไปเล็กน้อย
ซึ่งสัมผัสหลังทำเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสรีรวิทยาของเฉพาะบุคคลที่ต่างกันครับ
ถ้าหากมีความไม่สบายใจในจุดใดๆ ก็ตามล่วงหน้า แนะนำแจ้งให้หมอทราบได้ทันทีในขั้นตอนการให้คำปรึกษาเลยครับ
ผมจะได้ช่วยเช็คโครงสร้างและสยบข้อกังวลร่วมกันครับ
Q3. ราคาเรทโบท็อกซ์กราม 60U จะตกช็อตละประมาณเท่าไหร่หรือคะ?
A. ความผันผวนด้านราคาของทางคลินิกและสปาความงามแต่ละหนแห่งจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
แต่ถ้ามองภาพรวมสำหรับเคสเรท 60U ทั่วๆ ไป ราคาเฉลี่ยจะแกว่งอยู่ที่ช่วงราวประมาณ 50,000 ~ 100,000 วอนครับ
ด้วยเหตุที่ปริมาณส่วนพาร์ทยูนิต แบรนด์ยี่ห้อ รวมถึงรสนิยมและความเชี่ยวชาญช่ำชองของคุณหมอผู้ฉีด
ส่งผลอย่างมากต่อตารางงบเปรียบเทียบในแง่นี้
การมุ่งเปรียบแค่เรื่องของค่าใช้จ่ายแต่เพียงอย่างเดียว
เลยเป็นทางเลือกเปรียบเทียบที่อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปค่ะ
ก่อนจะแวะเวียนแวะเข้าคลินิก สามารถสอบถามผ่านแชท KakaoTalk เอาไว้ก่อนได้เลยนะคะ
ขอฝากสาระจาก หมอวี ยองจิน ไว้เพียงเท่านี้นะคะ
▶ บทความอ่านเสริมคู่กัน:
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ผลัดเซลล์ผิวและทำ 딥클렌징 (deep cleansing) บ่อยแค่ไหนตามสภาพผิวของแต่ละคน ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคะ
เวลาผิวเป็นขุยหลายคนมักคิดว่าต้องยิ่งขัดออก แต่จริงๆ แล้วมักมีสาเหตุมาจากการขาดความชุ่มชื้นค่ะ เราได้รวบรวมสัญญาณเตือนและพฤติกรรมของผิวแต่ละประเภทมาให้แล้วค่ะ

ผิว
Potenza ทำครั้งเดียว VS ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ผลลัพธ์ในการลดรอยแผลเป็นและกระชับรูขุมขนจะแตกต่างกันแค่ไหน
สำหรับหัตถการกลุ่ม RF Microneedling ปกติแล้วแนะนำให้ทำเดือนละ 1 ครั้งอย่างต่อเนื่องค่ะ วันนี้เราได้รวบรวมการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง พร้อมเกณฑ์การเลือกสูตรที่เหมาะกับผิวคุณมาให้แล้วค่ะ

ผิว
ก่อนทำหัตถการ ควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนล่วงหน้ากี่วันดีนะวันไหนดีนะ
แอลกอฮอล์ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดและรอยช้ำ ส่วนคาเฟอีนจะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจและความตึงเครียดของร่างกายค่ะ ยิ่งเป็นหัตถการที่มีการลุกล้ำผิว (invasive procedure) มากเท่าไหร่ แนะนำให้งดเว้นให้รวดเร็วและยาวนานขึ้นเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดค่ะ

ผิว
หลังทำ Oligio X ได้ 1 เดือน จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เมื่อไหร่และเป็นอย่างไรคะและเป็นอย่างไรบ้าง
การทำทรีตเมนต์ด้วย Monopolar RF จะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปค่ะ และนี่คือสรุปการเปลี่ยนแปลงที่จะสังเกตเห็นได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 1, สัปดาห์ที่ 2, 1 เดือน และ 3 เดือนค่ะ

ผิว
3 เกณฑ์ในการพิจารณาว่า Thermage FLX เหมาะกับผิวของคุณหรือไม่ มีอะไรบ้าง
ไม่มีโปรแกรมการรักษาไหนที่เหมาะกับทุกคนหรอกค่ะ! มาลองทำเช็กลิสต์ด้วยตัวเองกันดีกว่าว่าคุณเหมาะกับ Thermage FLX หรือไม่ โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ บริเวณที่ต้องการทำ, ตารางเวลาของคุณ และสภาพร่างกายค่ะ

ผิว
ระยะเวลาเปลี่ยนแผ่นแปะกันน้ำ Duoderm และ Medifoam — ควรเปลี่ยนทุกๆ กี่วันดีนะ
ต้องเปลี่ยนแผ่นแปะกันน้ำ (습윤밴드) ทุกๆ กี่วันดี? เจาะลึกเวลาที่ควรเปลี่ยน Duoderm (Hydrocolloid) และ Medifoam (Foam), 5 สัญญาณเตือนที่บอกว่าต้องเปลี่ยนได้แล้ว, พร้อมวิธีรับมือเมื่อสีของน้ำเหลืองดูผิดปกติ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
