• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

จูวีลุค: 3/4 ของวอลลุ่มหลังทำคืออาการบวม

จูวีลุค: 3/4 ของวอลลุ่มหลังทำคืออาการบวม

จูวีลุค: 3/4 ของวอลลุ่มหลังทำคืออาการบวม

ผลจูวีลุคหลังทำ: วอลลุ่มเป็นคอลลาเจนหมด? จริงแค่ 1/4 ที่เหลือคือบวม สรุปไทม์ไลน์และเหตุผล

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

"รู้สึกเหมือนยุบหมดแล้ว เศร้าจัง" เรื่องราวลูกค้าจูเวลุคสัปดาห์ที่ 2 ที่กลับมายิ้มได้หลัง 3 เดือน

 

 

อ่านตรงนี้ก่อนนะครับ จะได้เข้าใจตรงกัน

 

Q. หลังฉีด จูวีลุค แล้วส่องกระจกเห็นหน้าดูเต็มขึ้นทันที

อันนั้นคือผลลัพธ์จริงๆ หรือเปล่าคะ?

A. ยังไม่ใช่ครับ

จริงๆ แล้วมีแค่ประมาณ 1 ใน 4 ของวอลลุ่มนั้นที่จะกลายเป็นคอลลาเจนจริงๆ

ส่วนที่เหลือคืออาการบวมและน้ำจากการฉีดครับ

 

ให้ฟีลเหมือนเราเพิ่งหยอดเมล็ดพืชลงไป แล้วดินตรงนั้นนูนขึ้นมานั่นเองครับ

 

Q. ถ้าอย่างนั้น ผลลัพธ์จริงๆ จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ครับ?

A. โดยปกติแล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-8

คอลลาเจนจะเริ่มค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมา

และผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเดือนที่ 3 ครับ

ส่องกระจกแล้วผิดหวังกับจูเวลุคใช่ไหม? กฎ 'หนึ่งในสี่' ของวอลลุ่มจริงและความลับ 3 เดือน

 

 



















จูวีลุค ดูคล้ายๆ ฟิลเลอร์นะครับ

แต่จริงๆ ทำงานคนละแบบเลย

จูวีลุค คือ คอลลาเจน booster ที่มีสาร PDLLA (Poly-D, L-lactic acid)

ซึ่งเป็นสารที่สลายตัวได้เองตามธรรมชาติไปกระตุ้นใต้ผิว

เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ

 

ซึ่งแตกต่างจากฟิลเลอร์ตรงที่ จูวีลุค

ไม่ได้ใช้ "ตัวสารที่ฉีดเข้าไป" มาเติมเต็มชั้นผิว

แต่ใช้ "คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง" มาสร้างวอลลุ่มธรรมชาติครับ

 

ดังนั้น ผลลัพธ์หลังฉีดทันทีกับผลลัพธ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ

 

 



















ทำไมหลังฉีด จูวีลุค ทันที

ถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์จริงแม้แต่ครึ่งเดียว

 

คีย์เวิร์ดสำคัญของบทความนี้

 

วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังฉีด จูวีลุค

คือผลลัพธ์จริงหรือเปล่า?

 

คำตอบคือ ยังไม่ใช่ครับ

เพราะมีแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่จะกลายเป็นคอลลาเจนจริง

ส่วนที่เหลือคืออาการบวมชั่วคราวครับ

 

เปรียบเหมือนดินที่นูนขึ้นมาทันทีหลังเราเพิ่งฝังเมล็ดพืชลงไปนั่นเอง

 

อาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่า "ยิ่งฉีด จูวีลุค บ่อย ยิ่งเห็นผลเร็ว" ใช่ไหมคะ?

แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามเลยครับ

 

ยิ่งเราย่นระยะเวลาให้ถี่ขึ้น มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเป็นก้อนนูน (nodule)

แถมยังไม่เปิดโอกาสให้ผิวได้มีเวลาสร้างคอลลาเจน

ส่งผลให้ผลลัพธ์หลังสะสมการฉีดนั้นลดลงไปอีกด้วยครับ

 

ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่หมออธิบายให้คนไข้ฟังบ่อยที่สุด

เวลาเข้ามาปรึกษาที่คลินิกเลยครับ

 

หมอขอเปรียบเทียบกับเรื่อง "เมล็ดพืช" อีกครั้งนะครับ

ตัวอนุภาคของ จูวีลุค ก็เปรียบเสมือนกับ "เมล็ดพืช" ครับ

 

ทันทีหลังฉีด ใบหน้าจะดูเต่งตึงขึ้นมาจากการรวมตัวกันของอนุภาค PDLLA

+ ตัวทำละลาย (น้ำ) + อาการบวมของเนื้อเยื่อจากการฉีด

องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้จึงทำให้หน้าดูเต็มและอวบอิ่มชั่วคราวครับ

 

แต่พอนานไปสัก 1-2 สัปดาห์ พอน้ำและอาการบวมยุบลงไปแล้ว

จะเข้าสู่ช่วงที่เอ๊ะ? "ทำไมรู้สึกเหมือนที่ฉีดไปหายไปหมดเลย?"

 

ในความเป็นจริง ช่วงสัปดาห์ที่ 2 หลังฉีด

มีคนไข้ติดต่อเข้ามาถามเยอะมากเลยครับ

เพราะกังวลว่า "ทำไมรู้สึกไม่เห็นผลเลย"

 

ถ้าแค่อ่านตัวหนังสืออาจจะยังไม่เห็นภาพ

แต่ถ้าลองมาดูเคสรีวิวจากคนไข้จริงๆ จะเข้าใจได้ชัดเจนเลยครับ

 

เมื่อเดือนก่อน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 29 ปี

หลังฉีดรอบแรกเสร็จ พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 ก็กลับมาหาหมออีกครั้ง

แล้วพูดพร้อมน้ำตาคลอว่า "คุณหมอคะ หน้ารู้สึกแฟบลงเหมือนเดิมเลยค่ะ ทำไงดี"

 

แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ที่หมอนัดมาดูอาการอีกครั้ง คนไข้กลับเปรยขึ้นมาก่อนเลยว่า

"อุ๊ย หมอคะ ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าหน้าดูเต็มและฟูขึ้นมาเองแล้วค่ะ"

 

จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 3 พอเอาภาพก่อนทำมาเทียบกัน

คนไข้ประทับใจและแฮปปี้กับผลลัพธ์มากๆ เลยครับ

 

ทำนองเดียวกัน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 42 ปี

หลังฉีดครั้งแรกไป 1 เดือนก็รู้สึกเฉยๆ ลังเลใจอยู่บ้าง

 

แต่พอมาวิเคราะห์ผิวอีกทีก่อนเริ่มฉีดโดสที่ 2

คนไข้สารภาพว่า "บอกตรงๆ เดือนแรกแอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกันค่ะ

แต่พอมาตอนนี้รู้สึกเลยว่าสัมผัสและสุขภาพผิวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากจริงๆ"

 

คำว่า "เวลาจะช่วยพิสูจน์เอง"

เป็นคำที่ใช้ได้จริงและตรงที่สุดกับผลลัพธ์ของ จูวีลุค ครับ

 

หากสรุป Timeline ผลลัพธ์ของการฉีดแต่ละครั้ง จะเป็นประมาณนี้ครับ:

หลังฉีดทันที: หน้าฟูขึ้นจากอาการบวม

สัปดาห์ที่ 2: อาการบวมยุบลงไปประมาณ 70%

สัปดาห์ที่ 6-8: เริ่มสัมผัสได้ว่าคอลลาเจนใต้ผิวสร้างตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เดือนที่ 3: เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการฉีดครั้งนั้นๆ

 

 

และปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ความปัง

หลักๆ มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันครับ

 

หนึ่ง ความลึกในการฉีด (ฉีดชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หรือชั้นเหนือ SMAS)

สอง ความสม่ำเสมอและทั่วถึงของการกระจายตัวยา

สาม ความสามารถในการสังเคราะห์คอลลาเจนเฉพาะบุคคล

 

เพราะปัจจัยข้อที่สามนี้เอง ถึงแม้จะทำโปรแกรมเดียวกันเป๊ะ

แต่ผลลัพธ์หลังทำก็อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคนครับ

 

ความสามารถของผิวในวัย 20 กับวัย 50 ปีเมื่อได้รับปริมาณถุงยาเท่ากัน

ผลลัพธ์ที่ตอบสนองออกมาย่อมมีความแตกต่างกันอยู่แล้วครับ

 

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

 

จูวีลุค ไม่ใช่หัตถการประเภท "เติมเข้าไปเท่าไหร่ก็เห็นผลตรงนั้นทันที"

แต่มันคือหัตถการแบบ "ร่างกายเรากระตุ้นได้เท่าไหร่ ก็จะแสดงออกตามนั้น" ครับ

 

วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังทำเป็นของจริงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น

รบกวนประเมินผลลัพธ์จริงๆ ตัวเองอีกครั้งตอนครบ 3 เดือนนะครับ

 

และการที่หน้ายุบบวมลงไปในสัปดาห์ที่ 2

ไม่ได้แปลว่าตัวยาไม่ได้ผลแต่อย่างใดครับ

 

 




















ระยะห่างในการฉีดซ้ำ จูวีลุค และ

ความแตกต่างหลักที่ทำให้ต่างจาก Sculptra

หมอทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดูเข้าใจง่ายๆ ครับ

 

ระยะเวลาแนะนำสำหรับการฉีดซ้ำของ จูวีลุค

โดยทั่วไปจะแนะนำที่ทุกๆ 4-6 สัปดาห์ครับ

 

แต่ขอแนะนำเพิ่มเติมว่าการฉีดถี่เกินไปไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไปนะครับ

 

หากฉีดสะสมไวเกินไปในขณะที่โมเลกุล PDLLA เก่ายังไม่ทันสลายไปหมด

แล้วเติมของใหม่ซ้ำเข้าไปเรื่อยๆ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นก้อนคอลลาเจนได้ครับ

 

ปกติหลังจากจบคอร์สหลัก 3-4 ครั้งแล้ว

ควรเว้นระยะห่างไปอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

 

และสิ่งที่คุณลูกค้าหลายๆ ท่านที่หาข้อมูล จูวีลุค มักจะสับสนกันบ่อยที่สุด

ก็คือความแตกต่างระหว่าง จูวีลุค กับ Sculptra ครับ

 

ถึงแม้ทั้งคู่จะจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจน booster เหมือนกัน

แต่ตัวส่วนผสมรวมถึงระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์นั้นค่อนข้างแตกต่างกันเลยครับ

หัวข้อเปรียบเทียบ

จูวีลุค

Sculptra

ส่วนประกอบสำคัญ

PDLLA

PLLA

ความเร็วการสลายตัวยา

ค่อนข้างสลายตัวได้เร็ว

ช้า (เน้นอยู่นานระยะยาว)

ช่วงที่เริ่มเห็นผลชัดเจน

ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-8

หลังจาก 2-3 เดือนเป็นต้นไป

ระยะเวลาผลลัพธ์คงอยู่

ประมาณ 12~18 เดือน

ประมาณ 24 เดือน

กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

เน้นปรับผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอยเล็กๆ

เน้นแก้ปัญหาใบหน้าตอบ สูญเสียมิติ

การที่โมเลกุล PDLLA สลายได้ไวกว่า PLLA หมายความว่า

เราจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวได้เร็วกว่าครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ก็จะสั้นกว่าด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้น สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มลองใช้คอลลาเจน booster ครั้งแรก

หรือผู้ที่อยากเน้นกระชับรูขุมขน ปรับผิวเรียบเนียน หมอจะแนะนำเป็น จูวีลุค ครับ

แต่สำหรับท่านใดที่มีปัญหาแก้มตอบหรือสูญเสียมิติของใบหน้าเยอะ

หมอจะแนะนำให้ระบุทางเลือกเป็น Sculptra จะเหมาะกว่าครับ

 

และจำกัดความคาดหวังผลลัพธ์ของการสะสมโดสกันนิดนึงนะครับ

 

หากทำ จูวีลุค ไปครบ 4 ครั้งแล้ว

พอเขารอบที่ 5 ความรู้สึกว่าผิวดีขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่พุ่งปรี๊ดเหมือนรอบแรกๆ นะครับ

 

เนื่องจากกระบวนการผลิตคอลลาเจนของร่างกายเราเองก็มีขีดจำกัดสูงสุดของมันอยู่

ไม่สามารถสะสมเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุดครับ

 

ตอบปัญหาคาใจที่คนไข้ถามบ่อยที่สุด

3 ข้อ แบบตรงไปตรงมาครับ

 

Q1. ฉีด จูวีลุค แค่ครั้งเดียว จะเห็นผลไหมคะ?

A. คนไข้ที่พึงพอใจตั้งแต่การฉีดครั้งแรกเลย

มีจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งครับ

 

ถ้าเป็นวัยรุ่นช่วงปลายอายุ 20 ถึงต้น 30

ที่มีระบบกระตุ้นคอลลาเจนทำงานได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

และแค่อยากบำรุงผิวหน้าให้เนียนใส ละเอียดขึ้น

การฉีดเพียงครั้งเดียวก็พอจะทำให้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีชึ้นครับ

 

แต่ถ้าเป็นวัย 40 อัพขึ้นไป ทำแค่ครั้งเดียว

ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกเหมือนเดิม สัมผัสยังไม่ค่อยชัดเจน

มักจะสงสัยว่าทำไมหน้ายังเหมือนเดิมซะมากกว่าครับ

 

เพื่อความชัดเจน หมออยากแนะนำให้ทำการประเมินฉีดซ้ำสัก 2-3 ครั้งเป็นพื้นฐานครับ

 

Q2. ถ้าอยากรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ไปนานๆ ต้องฉีดใหม่ทุกปีไหมคะ?

A. ไม่จำเป็นต้องอัดฟูลคอร์สทำเต็มโปรแกรมใหม่ทุกปีครับ

 

เพราะในครั้งแรกเราได้ปูพื้นฐานสร้างคอลลาเจนใต้ผิว

ไปด้วยคอร์ส 3-4 ครั้งแรกเรียบร้อยแล้วครับ

หลังจากนั้น การมาทำ maintenance ซ้ำปีละ 1 ครั้ง

ก็เพียงพอที่จะคงผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมนั่นไว้ได้แล้วครับ

 

แต่ถ้าใครที่มีกระบวนการเสื่อมของผิวตามช่วงวัยค่อนข้างเร็ว

หรือผู้ที่ผลลัพธ์คอร์สแรกเริ่มเจือจางลงค่อนข้างไว

หมอก็อาจจะแนะนำทำรอบถัดไปห่างกันประมาณ 8-10 เดือนครับ

 

Q3. โอกาสเกิดเป็นตุ่มนูนแดง (nodules) หรือผลข้างเคียง มีบ่อยแค่ไหนครับ?

A. ตุ่มนูนมักเกิดขึ้นได้เมื่อฉีดตื้นไป

หรือตัวยารวมกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปครับ

 

หากพูดถึงความน่าจะเป็น

ถ้าแพทย์ผู้ทำทำด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ฉีดในความลึกที่เป๊ะและกระจายสม่ำเสมอ

โอกาสเกิดจะมีน้อยกว่า 1% ครับ

แต่ทั้งนี้ความชำนาญของแพทย์แต่ละท่านก็ส่งผลต่อตัวเลขนี้ค่อนข้างมากครับ

 

นอกจากนี้ หลังฉีดก็ควรร่วมมือปฏิบัติตามกฎนวดหน้าห้าๆๆ (นวดวันละ 5 ครั้ง นานครั้งละ 5 นาที เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน) เป็นพิเศษนะครับ

และการฉีดสะสมถี่เกินไปก็นับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงครับ

 

สำหรับรอยแดง รอยบวม หรือจุดเขียวช้ำจุดเล็กๆ

เป็นอาการปกติทั่วไปที่เกิดขึ้นได้กับคนไข้แทบทุกคนและจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ครับ

 

แต่ถ้าหากคลำพบตุ่มนูนเป็นไตแข็งๆ ใต้ผิวหนัง

แนะนำให้รีบกลับเข้ามาให้คุณหมอตรวจอาการที่คลินิกทันที ห้ามนวดดันจุดนั้นด้วนตนเองเพิ่มนะครับ

 

ขอฝากใจความสำคัญข้อเดียวไว้ให้จำกันในวันนี้เลยนะครับ

— จะประเมินผลลัพธ์ที่แท้จริงของ จูวีลุค

ต้องรอผลสร้างคอลลาเจนในเดือนที่ 3 ไม่ใช่ประเมินหลังเสร็จทันทีครับ

 

ในบทความเนื้อหาครั้งต่อไป

หมอจะมาพูดถึงเรื่อง 'ระยะหลังทำ จูวีลุค สัปดาห์ที่ 4 VS สัปดาห์ที่ 6,

เราควรวางแผนเลือกช่วงเวลาฉีดซ้ำให้เป๊ะได้อย่างไร'

 

หมอจะมาแชร์เคสจริงพรีเซนต์ให้ดูเลยครับว่า ระยะเวลาห่างกันแค่ 2 สัปดาห์นี้

ส่งผลต่อระดับความเสี่ยงการเกิดตุ่มไตและผลลัพธ์ความฟูของผิว

ต่างกันอย่างน่าเหลือเชื่อได้อย่างไรบ้างครับ

 

ปรึกษาผ่านช่องทาง LINE

หากอยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับผิวคุณหรือไม่ ทักมาปรึกษาได้ครับ คุณหมอเข้ามาตอบคำถามและดูแลวิเคราะห์ด้วยตนเองครับ

▶ คลิกเพื่อเริ่มแชทปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE

ข้อมูลโดย หมอวี ยองจิน ครับ ยินดีที่ได้ดูแลผิวทุกคนนะครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1