ผลจูวีลุคหลังทำ: วอลลุ่มเป็นคอลลาเจนหมด? จริงแค่ 1/4 ที่เหลือคือบวม สรุปไทม์ไลน์และเหตุผล

อ่านตรงนี้ก่อนนะครับ จะได้เข้าใจตรงกัน
Q. หลังฉีด จูวีลุค แล้วส่องกระจกเห็นหน้าดูเต็มขึ้นทันที
อันนั้นคือผลลัพธ์จริงๆ หรือเปล่าคะ?
A. ยังไม่ใช่ครับ
จริงๆ แล้วมีแค่ประมาณ 1 ใน 4 ของวอลลุ่มนั้นที่จะกลายเป็นคอลลาเจนจริงๆ
ส่วนที่เหลือคืออาการบวมและน้ำจากการฉีดครับ
ให้ฟีลเหมือนเราเพิ่งหยอดเมล็ดพืชลงไป แล้วดินตรงนั้นนูนขึ้นมานั่นเองครับ
Q. ถ้าอย่างนั้น ผลลัพธ์จริงๆ จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ครับ?
A. โดยปกติแล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-8
คอลลาเจนจะเริ่มค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมา
และผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเดือนที่ 3 ครับ

จูวีลุค ดูคล้ายๆ ฟิลเลอร์นะครับ
แต่จริงๆ ทำงานคนละแบบเลย
จูวีลุค คือ คอลลาเจน booster ที่มีสาร PDLLA (Poly-D, L-lactic acid)
ซึ่งเป็นสารที่สลายตัวได้เองตามธรรมชาติไปกระตุ้นใต้ผิว
เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ
ซึ่งแตกต่างจากฟิลเลอร์ตรงที่ จูวีลุค
ไม่ได้ใช้ "ตัวสารที่ฉีดเข้าไป" มาเติมเต็มชั้นผิว
แต่ใช้ "คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง" มาสร้างวอลลุ่มธรรมชาติครับ
ดังนั้น ผลลัพธ์หลังฉีดทันทีกับผลลัพธ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ

ทำไมหลังฉีด จูวีลุค ทันที
ถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์จริงแม้แต่ครึ่งเดียว
คีย์เวิร์ดสำคัญของบทความนี้
วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังฉีด จูวีลุค
คือผลลัพธ์จริงหรือเปล่า?
คำตอบคือ ยังไม่ใช่ครับ
เพราะมีแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่จะกลายเป็นคอลลาเจนจริง
ส่วนที่เหลือคืออาการบวมชั่วคราวครับ
เปรียบเหมือนดินที่นูนขึ้นมาทันทีหลังเราเพิ่งฝังเมล็ดพืชลงไปนั่นเอง
อาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่า "ยิ่งฉีด จูวีลุค บ่อย ยิ่งเห็นผลเร็ว" ใช่ไหมคะ?
แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามเลยครับ
ยิ่งเราย่นระยะเวลาให้ถี่ขึ้น มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเป็นก้อนนูน (nodule)
แถมยังไม่เปิดโอกาสให้ผิวได้มีเวลาสร้างคอลลาเจน
ส่งผลให้ผลลัพธ์หลังสะสมการฉีดนั้นลดลงไปอีกด้วยครับ
ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่หมออธิบายให้คนไข้ฟังบ่อยที่สุด
เวลาเข้ามาปรึกษาที่คลินิกเลยครับ
หมอขอเปรียบเทียบกับเรื่อง "เมล็ดพืช" อีกครั้งนะครับ
ตัวอนุภาคของ จูวีลุค ก็เปรียบเสมือนกับ "เมล็ดพืช" ครับ
ทันทีหลังฉีด ใบหน้าจะดูเต่งตึงขึ้นมาจากการรวมตัวกันของอนุภาค PDLLA
+ ตัวทำละลาย (น้ำ) + อาการบวมของเนื้อเยื่อจากการฉีด
องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้จึงทำให้หน้าดูเต็มและอวบอิ่มชั่วคราวครับ
แต่พอนานไปสัก 1-2 สัปดาห์ พอน้ำและอาการบวมยุบลงไปแล้ว
จะเข้าสู่ช่วงที่เอ๊ะ? "ทำไมรู้สึกเหมือนที่ฉีดไปหายไปหมดเลย?"
ในความเป็นจริง ช่วงสัปดาห์ที่ 2 หลังฉีด
มีคนไข้ติดต่อเข้ามาถามเยอะมากเลยครับ
เพราะกังวลว่า "ทำไมรู้สึกไม่เห็นผลเลย"
ถ้าแค่อ่านตัวหนังสืออาจจะยังไม่เห็นภาพ
แต่ถ้าลองมาดูเคสรีวิวจากคนไข้จริงๆ จะเข้าใจได้ชัดเจนเลยครับ
เมื่อเดือนก่อน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 29 ปี
หลังฉีดรอบแรกเสร็จ พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 ก็กลับมาหาหมออีกครั้ง
แล้วพูดพร้อมน้ำตาคลอว่า "คุณหมอคะ หน้ารู้สึกแฟบลงเหมือนเดิมเลยค่ะ ทำไงดี"
แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ที่หมอนัดมาดูอาการอีกครั้ง คนไข้กลับเปรยขึ้นมาก่อนเลยว่า
"อุ๊ย หมอคะ ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าหน้าดูเต็มและฟูขึ้นมาเองแล้วค่ะ"
จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 3 พอเอาภาพก่อนทำมาเทียบกัน
คนไข้ประทับใจและแฮปปี้กับผลลัพธ์มากๆ เลยครับ
ทำนองเดียวกัน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 42 ปี
หลังฉีดครั้งแรกไป 1 เดือนก็รู้สึกเฉยๆ ลังเลใจอยู่บ้าง
แต่พอมาวิเคราะห์ผิวอีกทีก่อนเริ่มฉีดโดสที่ 2
คนไข้สารภาพว่า "บอกตรงๆ เดือนแรกแอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกันค่ะ
แต่พอมาตอนนี้รู้สึกเลยว่าสัมผัสและสุขภาพผิวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากจริงๆ"
คำว่า "เวลาจะช่วยพิสูจน์เอง"
เป็นคำที่ใช้ได้จริงและตรงที่สุดกับผลลัพธ์ของ จูวีลุค ครับ
หากสรุป Timeline ผลลัพธ์ของการฉีดแต่ละครั้ง จะเป็นประมาณนี้ครับ:
หลังฉีดทันที: หน้าฟูขึ้นจากอาการบวม
สัปดาห์ที่ 2: อาการบวมยุบลงไปประมาณ 70%
สัปดาห์ที่ 6-8: เริ่มสัมผัสได้ว่าคอลลาเจนใต้ผิวสร้างตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
เดือนที่ 3: เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการฉีดครั้งนั้นๆ
และปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ความปัง
หลักๆ มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันครับ
หนึ่ง ความลึกในการฉีด (ฉีดชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หรือชั้นเหนือ SMAS)
สอง ความสม่ำเสมอและทั่วถึงของการกระจายตัวยา
สาม ความสามารถในการสังเคราะห์คอลลาเจนเฉพาะบุคคล
เพราะปัจจัยข้อที่สามนี้เอง ถึงแม้จะทำโปรแกรมเดียวกันเป๊ะ
แต่ผลลัพธ์หลังทำก็อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคนครับ
ความสามารถของผิวในวัย 20 กับวัย 50 ปีเมื่อได้รับปริมาณถุงยาเท่ากัน
ผลลัพธ์ที่ตอบสนองออกมาย่อมมีความแตกต่างกันอยู่แล้วครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
จูวีลุค ไม่ใช่หัตถการประเภท "เติมเข้าไปเท่าไหร่ก็เห็นผลตรงนั้นทันที"
แต่มันคือหัตถการแบบ "ร่างกายเรากระตุ้นได้เท่าไหร่ ก็จะแสดงออกตามนั้น" ครับ
วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังทำเป็นของจริงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
รบกวนประเมินผลลัพธ์จริงๆ ตัวเองอีกครั้งตอนครบ 3 เดือนนะครับ
และการที่หน้ายุบบวมลงไปในสัปดาห์ที่ 2
ไม่ได้แปลว่าตัวยาไม่ได้ผลแต่อย่างใดครับ
ระยะห่างในการฉีดซ้ำ จูวีลุค และ
ความแตกต่างหลักที่ทำให้ต่างจาก Sculptra
หมอทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดูเข้าใจง่ายๆ ครับ
ระยะเวลาแนะนำสำหรับการฉีดซ้ำของ จูวีลุค
โดยทั่วไปจะแนะนำที่ทุกๆ 4-6 สัปดาห์ครับ
แต่ขอแนะนำเพิ่มเติมว่าการฉีดถี่เกินไปไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไปนะครับ
หากฉีดสะสมไวเกินไปในขณะที่โมเลกุล PDLLA เก่ายังไม่ทันสลายไปหมด
แล้วเติมของใหม่ซ้ำเข้าไปเรื่อยๆ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นก้อนคอลลาเจนได้ครับ
ปกติหลังจากจบคอร์สหลัก 3-4 ครั้งแล้ว
ควรเว้นระยะห่างไปอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ
และสิ่งที่คุณลูกค้าหลายๆ ท่านที่หาข้อมูล จูวีลุค มักจะสับสนกันบ่อยที่สุด
ก็คือความแตกต่างระหว่าง จูวีลุค กับ Sculptra ครับ
ถึงแม้ทั้งคู่จะจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจน booster เหมือนกัน
แต่ตัวส่วนผสมรวมถึงระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์นั้นค่อนข้างแตกต่างกันเลยครับ
หัวข้อเปรียบเทียบ | จูวีลุค | Sculptra |
ส่วนประกอบสำคัญ | PDLLA | PLLA |
ความเร็วการสลายตัวยา | ค่อนข้างสลายตัวได้เร็ว | ช้า (เน้นอยู่นานระยะยาว) |
ช่วงที่เริ่มเห็นผลชัดเจน | ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-8 | หลังจาก 2-3 เดือนเป็นต้นไป |
ระยะเวลาผลลัพธ์คงอยู่ | ประมาณ 12~18 เดือน | ประมาณ 24 เดือน |
กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม | เน้นปรับผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอยเล็กๆ | เน้นแก้ปัญหาใบหน้าตอบ สูญเสียมิติ |
การที่โมเลกุล PDLLA สลายได้ไวกว่า PLLA หมายความว่า
เราจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวได้เร็วกว่าครับ
แต่ในขณะเดียวกัน ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ก็จะสั้นกว่าด้วยเช่นกัน
ดังนั้น สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มลองใช้คอลลาเจน booster ครั้งแรก
หรือผู้ที่อยากเน้นกระชับรูขุมขน ปรับผิวเรียบเนียน หมอจะแนะนำเป็น จูวีลุค ครับ
แต่สำหรับท่านใดที่มีปัญหาแก้มตอบหรือสูญเสียมิติของใบหน้าเยอะ
หมอจะแนะนำให้ระบุทางเลือกเป็น Sculptra จะเหมาะกว่าครับ
และจำกัดความคาดหวังผลลัพธ์ของการสะสมโดสกันนิดนึงนะครับ
หากทำ จูวีลุค ไปครบ 4 ครั้งแล้ว
พอเขารอบที่ 5 ความรู้สึกว่าผิวดีขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่พุ่งปรี๊ดเหมือนรอบแรกๆ นะครับ
เนื่องจากกระบวนการผลิตคอลลาเจนของร่างกายเราเองก็มีขีดจำกัดสูงสุดของมันอยู่
ไม่สามารถสะสมเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุดครับ
ตอบปัญหาคาใจที่คนไข้ถามบ่อยที่สุด
3 ข้อ แบบตรงไปตรงมาครับ
Q1. ฉีด จูวีลุค แค่ครั้งเดียว จะเห็นผลไหมคะ?
A. คนไข้ที่พึงพอใจตั้งแต่การฉีดครั้งแรกเลย
มีจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งครับ
ถ้าเป็นวัยรุ่นช่วงปลายอายุ 20 ถึงต้น 30
ที่มีระบบกระตุ้นคอลลาเจนทำงานได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว
และแค่อยากบำรุงผิวหน้าให้เนียนใส ละเอียดขึ้น
การฉีดเพียงครั้งเดียวก็พอจะทำให้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีชึ้นครับ
แต่ถ้าเป็นวัย 40 อัพขึ้นไป ทำแค่ครั้งเดียว
ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกเหมือนเดิม สัมผัสยังไม่ค่อยชัดเจน
มักจะสงสัยว่าทำไมหน้ายังเหมือนเดิมซะมากกว่าครับ
เพื่อความชัดเจน หมออยากแนะนำให้ทำการประเมินฉีดซ้ำสัก 2-3 ครั้งเป็นพื้นฐานครับ
Q2. ถ้าอยากรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ไปนานๆ ต้องฉีดใหม่ทุกปีไหมคะ?
A. ไม่จำเป็นต้องอัดฟูลคอร์สทำเต็มโปรแกรมใหม่ทุกปีครับ
เพราะในครั้งแรกเราได้ปูพื้นฐานสร้างคอลลาเจนใต้ผิว
ไปด้วยคอร์ส 3-4 ครั้งแรกเรียบร้อยแล้วครับ
หลังจากนั้น การมาทำ maintenance ซ้ำปีละ 1 ครั้ง
ก็เพียงพอที่จะคงผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมนั่นไว้ได้แล้วครับ
แต่ถ้าใครที่มีกระบวนการเสื่อมของผิวตามช่วงวัยค่อนข้างเร็ว
หรือผู้ที่ผลลัพธ์คอร์สแรกเริ่มเจือจางลงค่อนข้างไว
หมอก็อาจจะแนะนำทำรอบถัดไปห่างกันประมาณ 8-10 เดือนครับ
Q3. โอกาสเกิดเป็นตุ่มนูนแดง (nodules) หรือผลข้างเคียง มีบ่อยแค่ไหนครับ?
A. ตุ่มนูนมักเกิดขึ้นได้เมื่อฉีดตื้นไป
หรือตัวยารวมกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปครับ
หากพูดถึงความน่าจะเป็น
ถ้าแพทย์ผู้ทำทำด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ฉีดในความลึกที่เป๊ะและกระจายสม่ำเสมอ
โอกาสเกิดจะมีน้อยกว่า 1% ครับ
แต่ทั้งนี้ความชำนาญของแพทย์แต่ละท่านก็ส่งผลต่อตัวเลขนี้ค่อนข้างมากครับ
นอกจากนี้ หลังฉีดก็ควรร่วมมือปฏิบัติตามกฎนวดหน้าห้าๆๆ (นวดวันละ 5 ครั้ง นานครั้งละ 5 นาที เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน) เป็นพิเศษนะครับ
และการฉีดสะสมถี่เกินไปก็นับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงครับ
สำหรับรอยแดง รอยบวม หรือจุดเขียวช้ำจุดเล็กๆ
เป็นอาการปกติทั่วไปที่เกิดขึ้นได้กับคนไข้แทบทุกคนและจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ครับ
แต่ถ้าหากคลำพบตุ่มนูนเป็นไตแข็งๆ ใต้ผิวหนัง
แนะนำให้รีบกลับเข้ามาให้คุณหมอตรวจอาการที่คลินิกทันที ห้ามนวดดันจุดนั้นด้วนตนเองเพิ่มนะครับ
ขอฝากใจความสำคัญข้อเดียวไว้ให้จำกันในวันนี้เลยนะครับ
— จะประเมินผลลัพธ์ที่แท้จริงของ จูวีลุค
ต้องรอผลสร้างคอลลาเจนในเดือนที่ 3 ไม่ใช่ประเมินหลังเสร็จทันทีครับ
ในบทความเนื้อหาครั้งต่อไป
หมอจะมาพูดถึงเรื่อง 'ระยะหลังทำ จูวีลุค สัปดาห์ที่ 4 VS สัปดาห์ที่ 6,
เราควรวางแผนเลือกช่วงเวลาฉีดซ้ำให้เป๊ะได้อย่างไร'
หมอจะมาแชร์เคสจริงพรีเซนต์ให้ดูเลยครับว่า ระยะเวลาห่างกันแค่ 2 สัปดาห์นี้
ส่งผลต่อระดับความเสี่ยงการเกิดตุ่มไตและผลลัพธ์ความฟูของผิว
ต่างกันอย่างน่าเหลือเชื่อได้อย่างไรบ้างครับ
ปรึกษาผ่านช่องทาง LINE
หากอยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับผิวคุณหรือไม่ ทักมาปรึกษาได้ครับ คุณหมอเข้ามาตอบคำถามและดูแลวิเคราะห์ด้วยตนเองครับ
▶ คลิกเพื่อเริ่มแชทปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE
ข้อมูลโดย หมอวี ยองจิน ครับ ยินดีที่ได้ดูแลผิวทุกคนนะครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?
เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ

ผิว
Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?
รอยย่นรอบดวงตาแต่ละประเภทต้องการการดูแลต่างกัน เจาะลึกว่า Rejuran HB คนเดียวพอ หรือต้องเสริม Botox

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?
กรามเริ่มกลับมาเหลี่ยมหลัง Botox? บทความนี้แนะนำสัญญาณบ่งบอกและจังหวะทำซ้ำที่เหมาะสมค่ะ

ผิว
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ผิว แบบไหนทำได้-ควรรอ และการดูแล Skin Barrier ก่อน-หลังทำ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ



