• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

จูวีลุค: 3/4 ของวอลลุ่มหลังทำคืออาการบวม

จูวีลุค: 3/4 ของวอลลุ่มหลังทำคืออาการบวม

จูวีลุค: 3/4 ของวอลลุ่มหลังทำคืออาการบวม

ผลจูวีลุคหลังทำ: วอลลุ่มเป็นคอลลาเจนหมด? จริงแค่ 1/4 ที่เหลือคือบวม สรุปไทม์ไลน์และเหตุผล

"รู้สึกเหมือนยุบหมดแล้ว เศร้าจัง" เรื่องราวลูกค้าจูเวลุคสัปดาห์ที่ 2 ที่กลับมายิ้มได้หลัง 3 เดือน

 

 

อ่านตรงนี้ก่อนนะครับ จะได้เข้าใจตรงกัน

 

Q. หลังฉีด จูวีลุค แล้วส่องกระจกเห็นหน้าดูเต็มขึ้นทันที

อันนั้นคือผลลัพธ์จริงๆ หรือเปล่าคะ?

A. ยังไม่ใช่ครับ

จริงๆ แล้วมีแค่ประมาณ 1 ใน 4 ของวอลลุ่มนั้นที่จะกลายเป็นคอลลาเจนจริงๆ

ส่วนที่เหลือคืออาการบวมและน้ำจากการฉีดครับ

 

ให้ฟีลเหมือนเราเพิ่งหยอดเมล็ดพืชลงไป แล้วดินตรงนั้นนูนขึ้นมานั่นเองครับ

 

Q. ถ้าอย่างนั้น ผลลัพธ์จริงๆ จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ครับ?

A. โดยปกติแล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-8

คอลลาเจนจะเริ่มค่อยๆ สร้างตัวขึ้นมา

และผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในเดือนที่ 3 ครับ

ส่องกระจกแล้วผิดหวังกับจูเวลุคใช่ไหม? กฎ 'หนึ่งในสี่' ของวอลลุ่มจริงและความลับ 3 เดือน

 

 



















จูวีลุค ดูคล้ายๆ ฟิลเลอร์นะครับ

แต่จริงๆ ทำงานคนละแบบเลย

จูวีลุค คือ คอลลาเจน booster ที่มีสาร PDLLA (Poly-D, L-lactic acid)

ซึ่งเป็นสารที่สลายตัวได้เองตามธรรมชาติไปกระตุ้นใต้ผิว

เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ

 

ซึ่งแตกต่างจากฟิลเลอร์ตรงที่ จูวีลุค

ไม่ได้ใช้ "ตัวสารที่ฉีดเข้าไป" มาเติมเต็มชั้นผิว

แต่ใช้ "คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง" มาสร้างวอลลุ่มธรรมชาติครับ

 

ดังนั้น ผลลัพธ์หลังฉีดทันทีกับผลลัพธ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ

 

 



















ทำไมหลังฉีด จูวีลุค ทันที

ถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์จริงแม้แต่ครึ่งเดียว

 

คีย์เวิร์ดสำคัญของบทความนี้

 

วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังฉีด จูวีลุค

คือผลลัพธ์จริงหรือเปล่า?

 

คำตอบคือ ยังไม่ใช่ครับ

เพราะมีแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่จะกลายเป็นคอลลาเจนจริง

ส่วนที่เหลือคืออาการบวมชั่วคราวครับ

 

เปรียบเหมือนดินที่นูนขึ้นมาทันทีหลังเราเพิ่งฝังเมล็ดพืชลงไปนั่นเอง

 

อาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่า "ยิ่งฉีด จูวีลุค บ่อย ยิ่งเห็นผลเร็ว" ใช่ไหมคะ?

แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามเลยครับ

 

ยิ่งเราย่นระยะเวลาให้ถี่ขึ้น มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเป็นก้อนนูน (nodule)

แถมยังไม่เปิดโอกาสให้ผิวได้มีเวลาสร้างคอลลาเจน

ส่งผลให้ผลลัพธ์หลังสะสมการฉีดนั้นลดลงไปอีกด้วยครับ

 

ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่หมออธิบายให้คนไข้ฟังบ่อยที่สุด

เวลาเข้ามาปรึกษาที่คลินิกเลยครับ

 

หมอขอเปรียบเทียบกับเรื่อง "เมล็ดพืช" อีกครั้งนะครับ

ตัวอนุภาคของ จูวีลุค ก็เปรียบเสมือนกับ "เมล็ดพืช" ครับ

 

ทันทีหลังฉีด ใบหน้าจะดูเต่งตึงขึ้นมาจากการรวมตัวกันของอนุภาค PDLLA

+ ตัวทำละลาย (น้ำ) + อาการบวมของเนื้อเยื่อจากการฉีด

องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้จึงทำให้หน้าดูเต็มและอวบอิ่มชั่วคราวครับ

 

แต่พอนานไปสัก 1-2 สัปดาห์ พอน้ำและอาการบวมยุบลงไปแล้ว

จะเข้าสู่ช่วงที่เอ๊ะ? "ทำไมรู้สึกเหมือนที่ฉีดไปหายไปหมดเลย?"

 

ในความเป็นจริง ช่วงสัปดาห์ที่ 2 หลังฉีด

มีคนไข้ติดต่อเข้ามาถามเยอะมากเลยครับ

เพราะกังวลว่า "ทำไมรู้สึกไม่เห็นผลเลย"

 

ถ้าแค่อ่านตัวหนังสืออาจจะยังไม่เห็นภาพ

แต่ถ้าลองมาดูเคสรีวิวจากคนไข้จริงๆ จะเข้าใจได้ชัดเจนเลยครับ

 

เมื่อเดือนก่อน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 29 ปี

หลังฉีดรอบแรกเสร็จ พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 ก็กลับมาหาหมออีกครั้ง

แล้วพูดพร้อมน้ำตาคลอว่า "คุณหมอคะ หน้ารู้สึกแฟบลงเหมือนเดิมเลยค่ะ ทำไงดี"

 

แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ที่หมอนัดมาดูอาการอีกครั้ง คนไข้กลับเปรยขึ้นมาก่อนเลยว่า

"อุ๊ย หมอคะ ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าหน้าดูเต็มและฟูขึ้นมาเองแล้วค่ะ"

 

จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 3 พอเอาภาพก่อนทำมาเทียบกัน

คนไข้ประทับใจและแฮปปี้กับผลลัพธ์มากๆ เลยครับ

 

ทำนองเดียวกัน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 42 ปี

หลังฉีดครั้งแรกไป 1 เดือนก็รู้สึกเฉยๆ ลังเลใจอยู่บ้าง

 

แต่พอมาวิเคราะห์ผิวอีกทีก่อนเริ่มฉีดโดสที่ 2

คนไข้สารภาพว่า "บอกตรงๆ เดือนแรกแอบเสียดายเงินอยู่เหมือนกันค่ะ

แต่พอมาตอนนี้รู้สึกเลยว่าสัมผัสและสุขภาพผิวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากจริงๆ"

 

คำว่า "เวลาจะช่วยพิสูจน์เอง"

เป็นคำที่ใช้ได้จริงและตรงที่สุดกับผลลัพธ์ของ จูวีลุค ครับ

 

หากสรุป Timeline ผลลัพธ์ของการฉีดแต่ละครั้ง จะเป็นประมาณนี้ครับ:

หลังฉีดทันที: หน้าฟูขึ้นจากอาการบวม

สัปดาห์ที่ 2: อาการบวมยุบลงไปประมาณ 70%

สัปดาห์ที่ 6-8: เริ่มสัมผัสได้ว่าคอลลาเจนใต้ผิวสร้างตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เดือนที่ 3: เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการฉีดครั้งนั้นๆ

 

 

และปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ความปัง

หลักๆ มีอยู่ 3 ข้อด้วยกันครับ

 

หนึ่ง ความลึกในการฉีด (ฉีดชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หรือชั้นเหนือ SMAS)

สอง ความสม่ำเสมอและทั่วถึงของการกระจายตัวยา

สาม ความสามารถในการสังเคราะห์คอลลาเจนเฉพาะบุคคล

 

เพราะปัจจัยข้อที่สามนี้เอง ถึงแม้จะทำโปรแกรมเดียวกันเป๊ะ

แต่ผลลัพธ์หลังทำก็อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคนครับ

 

ความสามารถของผิวในวัย 20 กับวัย 50 ปีเมื่อได้รับปริมาณถุงยาเท่ากัน

ผลลัพธ์ที่ตอบสนองออกมาย่อมมีความแตกต่างกันอยู่แล้วครับ

 

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

 

จูวีลุค ไม่ใช่หัตถการประเภท "เติมเข้าไปเท่าไหร่ก็เห็นผลตรงนั้นทันที"

แต่มันคือหัตถการแบบ "ร่างกายเรากระตุ้นได้เท่าไหร่ ก็จะแสดงออกตามนั้น" ครับ

 

วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังทำเป็นของจริงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น

รบกวนประเมินผลลัพธ์จริงๆ ตัวเองอีกครั้งตอนครบ 3 เดือนนะครับ

 

และการที่หน้ายุบบวมลงไปในสัปดาห์ที่ 2

ไม่ได้แปลว่าตัวยาไม่ได้ผลแต่อย่างใดครับ

 

 




















ระยะห่างในการฉีดซ้ำ จูวีลุค และ

ความแตกต่างหลักที่ทำให้ต่างจาก Sculptra

หมอทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดูเข้าใจง่ายๆ ครับ

 

ระยะเวลาแนะนำสำหรับการฉีดซ้ำของ จูวีลุค

โดยทั่วไปจะแนะนำที่ทุกๆ 4-6 สัปดาห์ครับ

 

แต่ขอแนะนำเพิ่มเติมว่าการฉีดถี่เกินไปไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไปนะครับ

 

หากฉีดสะสมไวเกินไปในขณะที่โมเลกุล PDLLA เก่ายังไม่ทันสลายไปหมด

แล้วเติมของใหม่ซ้ำเข้าไปเรื่อยๆ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นก้อนคอลลาเจนได้ครับ

 

ปกติหลังจากจบคอร์สหลัก 3-4 ครั้งแล้ว

ควรเว้นระยะห่างไปอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

 

และสิ่งที่คุณลูกค้าหลายๆ ท่านที่หาข้อมูล จูวีลุค มักจะสับสนกันบ่อยที่สุด

ก็คือความแตกต่างระหว่าง จูวีลุค กับ Sculptra ครับ

 

ถึงแม้ทั้งคู่จะจัดอยู่ในกลุ่มคอลลาเจน booster เหมือนกัน

แต่ตัวส่วนผสมรวมถึงระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์นั้นค่อนข้างแตกต่างกันเลยครับ

หัวข้อเปรียบเทียบ

จูวีลุค

Sculptra

ส่วนประกอบสำคัญ

PDLLA

PLLA

ความเร็วการสลายตัวยา

ค่อนข้างสลายตัวได้เร็ว

ช้า (เน้นอยู่นานระยะยาว)

ช่วงที่เริ่มเห็นผลชัดเจน

ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6-8

หลังจาก 2-3 เดือนเป็นต้นไป

ระยะเวลาผลลัพธ์คงอยู่

ประมาณ 12~18 เดือน

ประมาณ 24 เดือน

กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

เน้นปรับผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอยเล็กๆ

เน้นแก้ปัญหาใบหน้าตอบ สูญเสียมิติ

การที่โมเลกุล PDLLA สลายได้ไวกว่า PLLA หมายความว่า

เราจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวได้เร็วกว่าครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ก็จะสั้นกว่าด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้น สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มลองใช้คอลลาเจน booster ครั้งแรก

หรือผู้ที่อยากเน้นกระชับรูขุมขน ปรับผิวเรียบเนียน หมอจะแนะนำเป็น จูวีลุค ครับ

แต่สำหรับท่านใดที่มีปัญหาแก้มตอบหรือสูญเสียมิติของใบหน้าเยอะ

หมอจะแนะนำให้ระบุทางเลือกเป็น Sculptra จะเหมาะกว่าครับ

 

และจำกัดความคาดหวังผลลัพธ์ของการสะสมโดสกันนิดนึงนะครับ

 

หากทำ จูวีลุค ไปครบ 4 ครั้งแล้ว

พอเขารอบที่ 5 ความรู้สึกว่าผิวดีขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่พุ่งปรี๊ดเหมือนรอบแรกๆ นะครับ

 

เนื่องจากกระบวนการผลิตคอลลาเจนของร่างกายเราเองก็มีขีดจำกัดสูงสุดของมันอยู่

ไม่สามารถสะสมเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุดครับ

 

ตอบปัญหาคาใจที่คนไข้ถามบ่อยที่สุด

3 ข้อ แบบตรงไปตรงมาครับ

 

Q1. ฉีด จูวีลุค แค่ครั้งเดียว จะเห็นผลไหมคะ?

A. คนไข้ที่พึงพอใจตั้งแต่การฉีดครั้งแรกเลย

มีจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งครับ

 

ถ้าเป็นวัยรุ่นช่วงปลายอายุ 20 ถึงต้น 30

ที่มีระบบกระตุ้นคอลลาเจนทำงานได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

และแค่อยากบำรุงผิวหน้าให้เนียนใส ละเอียดขึ้น

การฉีดเพียงครั้งเดียวก็พอจะทำให้สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีชึ้นครับ

 

แต่ถ้าเป็นวัย 40 อัพขึ้นไป ทำแค่ครั้งเดียว

ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกเหมือนเดิม สัมผัสยังไม่ค่อยชัดเจน

มักจะสงสัยว่าทำไมหน้ายังเหมือนเดิมซะมากกว่าครับ

 

เพื่อความชัดเจน หมออยากแนะนำให้ทำการประเมินฉีดซ้ำสัก 2-3 ครั้งเป็นพื้นฐานครับ

 

Q2. ถ้าอยากรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ไปนานๆ ต้องฉีดใหม่ทุกปีไหมคะ?

A. ไม่จำเป็นต้องอัดฟูลคอร์สทำเต็มโปรแกรมใหม่ทุกปีครับ

 

เพราะในครั้งแรกเราได้ปูพื้นฐานสร้างคอลลาเจนใต้ผิว

ไปด้วยคอร์ส 3-4 ครั้งแรกเรียบร้อยแล้วครับ

หลังจากนั้น การมาทำ maintenance ซ้ำปีละ 1 ครั้ง

ก็เพียงพอที่จะคงผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมนั่นไว้ได้แล้วครับ

 

แต่ถ้าใครที่มีกระบวนการเสื่อมของผิวตามช่วงวัยค่อนข้างเร็ว

หรือผู้ที่ผลลัพธ์คอร์สแรกเริ่มเจือจางลงค่อนข้างไว

หมอก็อาจจะแนะนำทำรอบถัดไปห่างกันประมาณ 8-10 เดือนครับ

 

Q3. โอกาสเกิดเป็นตุ่มนูนแดง (nodules) หรือผลข้างเคียง มีบ่อยแค่ไหนครับ?

A. ตุ่มนูนมักเกิดขึ้นได้เมื่อฉีดตื้นไป

หรือตัวยารวมกระจุกตัวอยู่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปครับ

 

หากพูดถึงความน่าจะเป็น

ถ้าแพทย์ผู้ทำทำด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ฉีดในความลึกที่เป๊ะและกระจายสม่ำเสมอ

โอกาสเกิดจะมีน้อยกว่า 1% ครับ

แต่ทั้งนี้ความชำนาญของแพทย์แต่ละท่านก็ส่งผลต่อตัวเลขนี้ค่อนข้างมากครับ

 

นอกจากนี้ หลังฉีดก็ควรร่วมมือปฏิบัติตามกฎนวดหน้าห้าๆๆ (นวดวันละ 5 ครั้ง นานครั้งละ 5 นาที เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน) เป็นพิเศษนะครับ

และการฉีดสะสมถี่เกินไปก็นับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงครับ

 

สำหรับรอยแดง รอยบวม หรือจุดเขียวช้ำจุดเล็กๆ

เป็นอาการปกติทั่วไปที่เกิดขึ้นได้กับคนไข้แทบทุกคนและจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ครับ

 

แต่ถ้าหากคลำพบตุ่มนูนเป็นไตแข็งๆ ใต้ผิวหนัง

แนะนำให้รีบกลับเข้ามาให้คุณหมอตรวจอาการที่คลินิกทันที ห้ามนวดดันจุดนั้นด้วนตนเองเพิ่มนะครับ

 

ขอฝากใจความสำคัญข้อเดียวไว้ให้จำกันในวันนี้เลยนะครับ

— จะประเมินผลลัพธ์ที่แท้จริงของ จูวีลุค

ต้องรอผลสร้างคอลลาเจนในเดือนที่ 3 ไม่ใช่ประเมินหลังเสร็จทันทีครับ

 

ในบทความเนื้อหาครั้งต่อไป

หมอจะมาพูดถึงเรื่อง 'ระยะหลังทำ จูวีลุค สัปดาห์ที่ 4 VS สัปดาห์ที่ 6,

เราควรวางแผนเลือกช่วงเวลาฉีดซ้ำให้เป๊ะได้อย่างไร'

 

หมอจะมาแชร์เคสจริงพรีเซนต์ให้ดูเลยครับว่า ระยะเวลาห่างกันแค่ 2 สัปดาห์นี้

ส่งผลต่อระดับความเสี่ยงการเกิดตุ่มไตและผลลัพธ์ความฟูของผิว

ต่างกันอย่างน่าเหลือเชื่อได้อย่างไรบ้างครับ

 

ปรึกษาผ่านช่องทาง LINE

หากอยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับผิวคุณหรือไม่ ทักมาปรึกษาได้ครับ คุณหมอเข้ามาตอบคำถามและดูแลวิเคราะห์ด้วยตนเองครับ

▶ คลิกเพื่อเริ่มแชทปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE

ข้อมูลโดย หมอวี ยองจิน ครับ ยินดีที่ได้ดูแลผิวทุกคนนะครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ผลลัพธ์ของ RF lifting จาก Altite จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่กันนะ? ตั้งแต่ทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนเริ่มเติมเต็มในสัปดาห์ที่ 4-12 เลยค่ะ

ยกกระชับ

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง

Juvelook Volume กับ Ellanse เวลาจะช่วยเติมเต็มแก้มที่ตอบ ทั้งในเรื่องของส่วนผสมและหลักการทำงาน จะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ

ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา ใช้แค่ Rejuran HB อย่างเดียวจะพอไหม หรือต้องทำควบคู่กับหัตถการอื่น ดีนะ? เรามีวิธีเลือกอย่างไรบ้าง?

ผิว

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

รอยย่นรอบดวงตาแต่ละประเภทต้องการการดูแลต่างกัน เจาะลึกว่า Rejuran HB คนเดียวพอ หรือต้องเสริม Botox

โบท็อกซ์กราม (Jaw Botox) เมื่อกรามเหลี่ยมๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง ควรไปฉีดซ้ำตอนไหน และมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรดีคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

กรามเริ่มกลับมาเหลี่ยมหลัง Botox? บทความนี้แนะนำสัญญาณบ่งบอกและจังหวะทำซ้ำที่เหมาะสมค่ะ

ผิวบอบบางแพ้ง่ายสามารถทำ laser toning ได้ไหมคะ? และมีเกณฑ์ในการประเมินอย่างไรว่าผิวเราเหมาะกับการทำหรือไม่?

ผิว

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ผิว แบบไหนทำได้-ควรรอ และการดูแล Skin Barrier ก่อน-หลังทำ

ทำเลเซอร์กำจัดขนมาแล้วรู้สึกว่าขนอ่อนรอบๆ ขึ้นเยอะกว่าเดิม แบบนี้ใช่ภาวะขนดกย้อนกลับ (Paradoxical Hypertrichosis) ไหมคะ?

กำจัดขน

ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?

ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1