เลือกแบบไหนดีให้เข้ากับผิวเราที่สุด? วันนี้เราจะมาเจาะลึกสัญญาณที่ช่วยตัดสินว่า ระหว่าง ON-DA (온다) ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟส่งความร้อนลึกลงไปใต้ชั้นผิว กับ InMode (인모드) ที่ใช้คลื่น RF ช่วยกระชับผิวชั้นเดอร์มิสพร้อมปรับผิวให้เรียบเนียน เทคโนโลยีไหนจะช่วยอัปความสวยให้ดูเป็นธรรมชาติในแบบที่เป็นคุณมากที่สุด
เมื่อเราพูดคุยปรึกษาเรื่องการยกกระชับและการปรับรูปหน้า (lifting) หลายคนมักจะได้ยินสองชื่อนี้คู่กันเสมอคือ "Onda เป็นยังไง แล้ว InMode ล่ะ ดีไหม?" แม้ว่าจะจัดอยู่ในหมวดหมู่เลเซอร์ยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด (non-invasive lifting) เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วทั้งสองโปรแกรมนี้ใช้พลังงานคนละประเภทและมีหลักการทำงานที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวที่แตกต่างกันค่ะ
สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ก่อนเลยก็คือ Onda จะใช้เทคโนโลยีคลื่นไมโครเวฟ (microwave) 2.45GHz ที่ส่งพลังงานความร้อนลงลึกถึงชั้นหนังแท้และชั้นไขมันในคราวเดียว จึงเน้นแก้ปัญหาในชั้นลึก ส่วน InMode จะใช้พลังงาน RF (คลื่นความถี่วิทยุ) เน้นทำความร้อนที่ชั้นหนังแท้เป็นหลัก พร้อมช่วยกระชับรูขุมขนและปรับเนื้อผิวให้เรียบเนียน ถือเป็นโปรแกรมที่ช่วยฟื้นฟูผิวชั้นบน ดังนั้นการเลือกทำตัวไหนจึงไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันว่าอะไรดีกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาผิวในชั้นไหนของคุณที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนค่ะ
> บทความนี้เป็นเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริการและหัตถการของ Beautystone
Onda vs InMode — แตกต่างกันตั้งแต่ประเภทของพลังงานที่ใช้
Onda ทำงานโดยการส่งพลังงานไมโครเวฟความถี่ 2.45GHz ลงไปที่ ชั้นหนังแท้ (Dermis)*: ชั้นผิวที่สองซึ่งอยู่ใต้ชั้นกำพร้า เป็นแหล่งสะสมของคอลลาเจนและอีลาสติน และชั้นไขมันใต้ผิวหนังพร้อมๆ กัน ความร้อนนี้จะกระตุ้นให้คอลลาเจนเกิดการหดตัวและเร่งสร้างคอลลาเจนใหม่ จุดเด่นคือมีระบบทำความเย็นช่วยปกป้องผิวชั้นนอก (epidermis) ในขณะที่ส่งพลังงานเข้มข้นลงไปที่ผิวชั้นลึก จากผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า อุปกรณ์ไมโครเวฟนี้สามารถเข้าไปทำงานกับคอลลาเจนในชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน ส่งผลให้คะแนนความหย่อนคล้อยใต้คาง (เหนียง) ลดลงเฉลี่ยจาก 3.6 เหลือ 2.3 ในสัปดาห์ที่ 12
ส่วน InMode เป็นอุปกรณ์ในกลุ่ม RF*: Radio Frequency หรือคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งสร้างความร้อนโดยอาศัยแรงต้านทานของเนื้อเยื่อผิว โดยส่งผ่านพลังงานแบบ Bipolar/Unipolar RF* ผ่านหัวแฮนด์พีซแบบต่างๆ (เช่น Forma, Morpheus8 เป็นต้น) เพื่อทำความร้อนที่ชั้นหนังแท้ การรักษานี้จะเน้นกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกับการกระชับรูขุมขน ปรับผิวเรียบเนียน และแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยบริเวณผิวชั้นบน ซึ่งให้ความรู้สึกและผลลัพธ์ใกล้เคียงกับเครื่องตระกูล RF อื่นๆ อย่าง Thermage หรือ Oligio ค่ะ
สรุปความแตกต่างสั้นๆ ใน 2 บรรทัด:
Onda — คลื่นไมโครเวฟ เน้นทำความร้อนลึกถึงชั้นไขมันและผิวหนังชั้นแท้ตอนล่างในครั้งเดียว
InMode — คลื่น RF เน้นทำความร้อนที่ชั้นหนังแท้เป็นหลัก พร้อมกระชับรูขุมขนและปรับเนื้อผิวให้เรียบเนียน
แม้จะจัดอยู่ในกลุ่ม "non-surgical lifting" เหมือนกัน แต่ด้วยพลังงานที่ต่างกัน ผิวที่เหมาะกับแต่ละเครื่องจึงแตกต่างกันไปด้วยค่ะ

จุดเด่นของ Onda — แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยชั้นลึกและแก้มตอบ/เหนียงย้อย
เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟของ Onda สามารถลงลึกถึงชั้นหนังแท้ส่วนล่างและชั้นไขมันได้พร้อมกัน Onda จึงตอบโจทย์มากๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเหล่านี้ค่ะ:
ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยในชั้นลึกอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีเหนียง ใต้คางหย่อน หรือแก้มห้อย
ผู้ที่กรอบหน้าไม่ชัดเจนจากการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือสรีระใบหน้าเปลี่ยนไป
ผู้ที่ต้องการดูแลและฟื้นบำรุงโครงสร้างผิวชั้นลึกแบบเบ็ดเสร็จในขั้นตอนเดียว
ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนตามธรรมชาติเริ่มบางตัวลงมาก
ผู้ที่กังวลเรื่องความหย่อนคล้อยของกรอบหน้ามากกว่าเรื่องผิวสัมผัสภายนอกหรือรูขุมขน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีไขมันใต้คางควบคู่กับความหย่อนคล้อย การใช้ Onda เพื่อส่งพลังงานความร้อนลงไปสะสมในชั้นลึก จะช่วยปรับรูปหน้าและกระชับผิวได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการสลายไขมันหรือทำ RF ทั่วไปค่ะ อย่างไรก็ตาม Onda ไม่ใช่หัตถการที่เห็นผลลัพธ์สูงสุดทันที แต่จะค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใน 4-12 สัปดาห์ และแนะนำให้เข้ามาประเมินผลลัพธ์หลังทำที่ช่วง 8-12 สัปดาห์เป็นปกติค่ะ
สำหรับการทำ Onda ปกติแล้วสามารถเลือกทำเป็นรายครั้ง หรือจะทำเป็นแพ็คเกจ 2-3 ครั้งก็ได้ ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวก่อนเริ่มทำ เพื่อดีไซน์จำนวนครั้งและเว้นระยะเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดค่ะ

จุดเด่นของ InMode — เน้นผิวสัมผัสชั้นบน รูขุมขน และความหย่อนคล้อยตื้นๆ
เนื่องจาก InMode RF จะเน้นทำความร้อนบริเวณชั้นหนังแท้ตอนบนลงมา จึงตอบโจทย์กับผู้ที่มีปัญหาผิวเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติ:
ผู้ที่มีความกังวลเรื่องรูขุมขนกว้างและผิวไม่เรียบเนียนควบคู่กัน
ผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยบริเวณผิวชั้นบน เช่น บริเวณโหนกแก้ม หน้าแก้ม หรือหน้าผาก
ผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 30 ปีต้นๆ ถึง 40 ปีตอนต้น ซึ่งชั้นคอลลาเจนใต้ผิวยังคงมีความหนาแน่นอยู่พอสมควร
ผู้ที่ต้องการการดูแลผิวที่ใช้เวลาพักฟื้น (downtime) สั้น
ผู้ที่ต้องการกระชับผิวหลายๆ ชั้น โดยใช้วิธีผสมผสานหัวแฮนด์พีซที่หลากหลาย (เช่น Forma, Morpheus8 เป็นต้น)
InMode จัดอยู่ในกลุ่ม Non-invasive RF lifting ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการและการแพทย์พบว่า อุปกรณ์ RF ประเภทนี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติได้ดีที่สุด และเห็นผิวตึงกระชับชัดเจนเต็มที่ในช่วงเดือนที่ 6 หลังทำ สำหรับ InMode คุณจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีส่วนหนึ่ง และผลลัพธ์จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากการสะสมพลังงานในช่วง 4-6 สัปดาห์ถัดมาค่ะ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโปรแกรมนี้เน้นทำความร้อนที่ผิวชั้นบน หากปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อยในชั้นลึก เช่น ไขมันใต้คางหรือเหนียงเยอะๆ การเลือกทำ Onda อาจจะตอบโจทย์มากกว่า แต่สำหรับใครที่มีปัญหาทั้งริ้วรอยรูขุมขนชั้นบนและความหย่อนคล้อยเบาๆ ไปพร้อมกัน การเลือกทำ InMode ถือเป็นคำตอบที่ลงตัวมากๆ ค่ะ

กรณีที่ทำร่วมกัน — การผสมผสานเพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ
เนื่องจาก Onda และ InMode ทำงานบนระดับความลึกที่แตกต่างกัน หากคุณมีทั้งปัญหาความหย่อนคล้อยในชั้นลึกและต้องการปรับเนื้อผิวชั้นบนให้เรียบเนียนไปพร้อมกัน การทำทั้งสองโปรแกรมควบคู่กันถือเป็นการผสมผสานที่ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ดีมากๆ ค่ะ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเราจะไม่แนะนำให้ทำทั้งสองเครื่องในวันเดียวกันทันที ควรเว้นระยะให้ผิวชั้นหนึ่งได้ฟื้นตัวเต็มที่ก่อน แล้วค่อยตามด้วยอีกโปรแกรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพค่ะ
แนวทางการทำคู่กัน | ระยะเวลาที่แนะนำ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
Onda 1 ครั้ง → InMode 1 ครั้ง | 4~6 สัปดาห์ | กระชับโครงสร้างผิวชั้นลึกก่อน แล้วปรับเนื้อผิวชั้นบนให้เนียนละเอียด |
InMode 1 ครั้ง → Onda 1 ครั้ง | 4~6 สัปดาห์ | ดูแลผิวชั้นบนและรูขุมขนก่อน แล้วค่อยยกกระชับโครงสร้างผิวชั้นลึก |
แพ็คเกจ Onda 3 ครั้ง → ตามด้วย InMode | 8~12 สัปดาห์หลังจบคอร์ส | ฟื้นฟูผิวชั้นลึกอย่างต่อเนื่องให้อิ่มฟูเต็มที่ แล้วปิดท้ายด้วยการแต่งผิวชั้นบนให้เป๊ะ |
ทำพร้อมกันในวันเดียวกัน | ไม่แนะนำ (X) | อาจทำให้ผิวรับภาระในการฟื้นตัวมากเกินไป และเสี่ยงต่อการสะสมความร้อนสูงเกินไป |
ลำดับขั้นตอนในการทำจะขึ้นอยู่กับว่าปัญหาผิวเรื่องใดที่คุณกังวลและต้องการแก้ไขก่อน ระหว่างปัญหาระดับลึกหรือปัญหาบนผิวหน้าชั้นนอก ทางที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดคือการให้คุณหมอวี ยองจิน (หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ) ประเมินความหนาของผิว ชั้นไขมัน และภาพรวมของผิวก่อน เพื่อออกแบบโปรแกรมและระยะเวลาที่เหมาะสม แม้ว่าทั้งสองโปรแกรมจะเป็น non-invasive ที่ไม่ต้องพักฟื้นนาน แต่การเว้นระยะเวลาบำบัดที่เหมาะสมจะช่วยให้ผิวแข็งแรงและได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นค่ะ

สัญญาณบอกว่าตัวเลือกไหนที่เหมาะกับคุณ
แม้จะเป็นทรีตเมนต์ยกกระชับแบบ non-invasive เหมือนกัน แต่สภาพผิวและโครงหน้าของคุณจะเป็นตัวกำหนดทรีตเมนต์ที่ใช่ที่สุด ลองเช็คสัญญาณเหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นดูนะคะ:
สัญญาณที่บอกว่าผิวของคุณเหมาะกับ Onda:
กังวลเรื่องความหย่อนคล้อยในชั้นลึกเป็นอันดับแรก เช่น เหนียงใต้คาง คอพับ หรือแก้มย้อย
กรอบหน้าเริ่มไม่ชัดหลังจากน้ำหนักลดลง
ใส่ใจเรื่องหน้าหย่อน หน้าห้อย มากกว่าเรื่องปัญหารูขุมขนหรือเนื้อผิวสาก
วัย 40+ ที่คอลลาเจนตามธรรมชาติเริ่มลดลงและผิวเริ่มบาง
สัญญาณที่บอกว่าผิวของคุณเหมาะกับ InMode:
กังวลเรื่องรูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน และความหย่อนคล้อยเล็กๆ น้อยๆ ไปพร้อมกัน
อยากปรับโทนสีผิวและเนื้อสัมผัสของผิวชั้นนอกให้เนียนสวย
ช่วงวัย 30 ต้นๆ ถึง 40 ต้นๆ ที่ผิวหน้ายังคงสปริงตัวและมีเนื้อคอลลาเจนค่อนข้างหนาแน่น
กังวลเรื่องแก้มตก หน้าแก้มห้อย หรือผิวบริเวณโหนกแก้มและหน้าผากเริ่มหย่อนคล้อย
กรณีที่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ:
อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือมีอุปกรณ์การแพทย์ฝังในร่างกาย (เป็นข้อห้ามทั่วไปสำหรับการทำทรีตเมนต์กลุ่ม RF และ Microwave)
มีแผลติดเชื้อ ผิวหนังอักเสบ สิวอักเสบรุนแรง หรือเริมบริเวณที่จะทำหัตถการ
มีประวัติเป็นแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) ง่าย
เพิ่งผ่านการทำหัตถการแบบล้ำลึก (invasive procedures) อื่นๆ บริเวณใบหน้ามาไม่เกิน 3 เดือน
อยู่ระหว่างทานยาทีก่อให้เกิดอาการแพ้แสง (Photosensitivity)
สุดท้ายแล้ว การเลือกระหว่างสองโปรแกรมนี้พิจารณาจากปัญหาผิวของคุณว่าเป็นเรื่องของโครงสร้างชั้นลึกหรือปัญหารูขุมขนชั้นนอก ดังนั้น แทนที่จะตัดสินใจเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว การให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินความหนาของผิว ชั้นไขมัน และโครงสร้างผิวโดยรวม จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ คุ้มค่า และปลอดภัยที่สุดเป็นธรรมชาติค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ผลลัพธ์ของโปรแกรมไหนอยู่ได้นานกว่ากัน?
A. ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ แต่โดยทั่วไปเนื่องจาก Onda เน้นกระตุ้นและสะสมคอลลาเจนในผิวชั้นลึก ผลลัพธ์จึงมักจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ขณะที่ InMode ซึ่งใช้พลังงาน RF เน้นทำความร้อนที่ผิวชั้นหนังแท้ตอนบน จะคงผลลัพธ์การยกกระชับอิ่มฟูได้ประมาณ 4-9 เดือน ทั้งนี้ความคงทนของผลลัพธ์ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับอัตราการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของแต่ละคน การดูแลผิวจากแสงแดดในชีวิตประจำวัน และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวด้วยค่ะ ยิ่งหากทำอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยรักษาสภาพผิวให้เยาว์วัยได้อย่างคงที่ ดังนั้น แนะนำให้ติดตามและประเมินผลลัพธ์ในช่วงระยะเวลา 6-12 เดือนหลังเริ่มทำจะดีที่สุดค่ะ
Q. ตัวไหนเจ็บน้อยกว่ากันคะ?
A. ทั้งสองโปรแกรมจะมีการทายาชาเฉพาะที่หรือใช้นวัตกรรมระบบทำความเย็นคอยดูแลในระหว่างขั้นตอนการทำค่ะ แต่ความรู้สึกจะต่างกันนิดหน่อย โดย InMode จะให้ความรู้สึกอุ่นๆ และจี๊ดๆ บริเวณผิวชั้นบน ขณะที่ Onda ซึ่งส่งพลังงานลึกจะให้ความรู้สึกอุ่นแน่นลึกๆ ใต้ผิว สำหรับระดับความเจ็บนั้นแต่ละคนไวต่อความรู้สึกต่างกัน หากคุณเป็นกังวลเรื่องความเจ็บ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ในขั้นตอนให้คำปรึกษาล่วงหน้าได้เลยค่ะ แพทย์จะปรับตั้งค่าพลังงานที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดความกังวลและให้คุณรู้สึกสบายผิวที่สุดตลอดการทำค่ะ
Q. ถ้าเพิ่งเคยทำครั้งแรกทั้งคู่ ควรเริ่มจากตรงไหนดี?
A. เริ่มต้นง่ายๆ โดยเช็คปัญหากวนใจหลักของคุณค่ะ หากปัญหาใหญ่คือเหนียง คอพับ หรือไขมันใต้คางที่หย่อนคล้อยลึก แนะนำให้เริ่มต้นด้วย Onda ค่ะ แต่ถ้าคุณกังวลเรื่องรูขุมขน ผิวไม่เรียบเนียน และกรอบหน้าหย่อนคล้อยเล็กๆ น้อยๆ การเริ่มต้นด้วย InMode จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากกว่า สำหรับมือใหม่ แนะนำว่าหลังทำครั้งแรกให้รอดูผลลัพธ์เต็มที่ในช่วง 8-12 สัปดาห์ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก้าวต่อไป (เช่น ทำซ้ำเพื่อสะสมผลลัพธ์ หรือจับคู่ผสมผสานกับโปรแกรมอื่น) ควบคู่ไปกับการประเมินชั้นไขมันและความหนาของผิวร่วมกับทีมแพทย์ค่ะ
ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจเบื้องต้นเท่านั้น สำหรับความเหมาะสมในการทำหัตถการ จำนวนครั้ง หรือการจัดโปรแกรมร่วมกัน แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินวิเคราะห์สภาพผิวจริงโดยละเอียดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ

ยกกระชับ
อยู่ๆ ก็หน้าตอบเป็นทรงถั่วลิสงใช่ไหม?
ถ้าลดแค่โหนกแก้มอย่างเดียว จะยิ่งทำให้ขมับดูตอบลงไปอีกนะคะ วิธีแก้หน้าทรงผลถั่วลิสง (땅콩형) ที่ถูกต้องที่สุดคือการทำควบคู่กันระหว่าง 'การลดกระชับ' (Double Slim, Ulthera) และ 'การเติมเต็ม' (Sculptra) ค่ะ

ร่างกาย
อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? ครั้งแรกแนะนำให้เติมทีละน้อยก่อนนะคะ
การเติม hip dip ช่วยให้ขาดูยาวขึ้นได้นะคะ แต่ถ้าเติมเยอะเกินไปในครั้งเดียวก็อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ นี่คือเรื่องราวของการประเมินปริมาณและการแบ่งจำนวนครั้งในการทำ Sculptra ครั้งแรกค่ะ

ผิว
ถ้าสีของรอยคล้ำใต้ตาเปลี่ยนไปภายในวันเดียว วิธีการดูแลรักษา(procedure)ที่คุณต้องทำก็จะแตกต่างกันออกไปค่ะ
ถ้าค่ำๆ ทีไรใต้ตาคล้ำเป็นแพนด้าทุกที สาเหตุอาจจะเกิดจากเส้นเลือดค่ะ ซึ่งการทำหัตถการจะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ การจัดการกับเส้นเลือดโดยตรง หรือเติมเต็มชั้นผิวด้วย คอลลา겐 ค่ะ

ผิว
Thermage FLX 600 ช็อต vs 300 ช็อต — แบบไหนที่เหมาะกับคุณ และใครบ้างที่จำเป็นต้องทำ 600 ช็อต
Thermage FLX shot — เปรียบเทียบความต่างระหว่างคนที่ทำ 300 shot แล้วเพียงพอ กับคนที่จำเป็นต้องทำ 600 shot โดยวิเคราะห์ตามบริเวณที่ทำ ระดับความหย่อนคล้อย และงบประมาณของคุณค่ะ

ยกกระชับ
Onda vs InMode — ไกด์ไลน์เลือกหัตถการยกกระชับหน้าสองแบบที่แตกต่างกันตั้งแต่หลักการทำงาน
เลือกแบบไหนดีให้เข้ากับผิวเราที่สุด? วันนี้เราจะมาเจาะลึกสัญญาณที่ช่วยตัดสินว่า ระหว่าง ON-DA (온다) ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟส่งความร้อนลึกลงไปใต้ชั้นผิว กับ InMode (인모드) ที่ใช้คลื่น RF ช่วยกระชับผิวชั้นเดอร์มิสพร้อมปรับผิวให้เรียบเนียน เทคโนโลยีไหนจะช่วยอัปความสวยให้ดูเป็นธรรมชาติในแบบที่เป็นคุณมากที่สุด




![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
