หนังตาตกจากโบท็อกซ์มี 2 สาเหตุ: หน้าผากอ่อนแรงเกิน หรือยาซึมเข้ากล้ามยกหนังตา วิธีแยกและฟื้นตัว

หมอขอสรุปให้ฟังตรงนี้เลยนะครับ
อาการตาตกหลังฉีด โบท็อกซ์ นั้น
ไม่ใช่เพราะ "โบท็อกซ์ไม่ได้มาตรฐาน" เสมอไปหรอกครับ
แต่ความจริงแล้วมีสาเหตุหลักๆ มาจาก 2 อย่างนี้ต่างหาก
วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ

อาการตาตก จริงๆ แล้วมี 2 แบบนะครับ
เวลาคนไข้บอกหมอว่าตาตึงๆ ตกๆ หลังฉีดโบท็อกซ์
พอหมอตรวจดูละเอียดๆ มักจะพบว่าอาการของแต่ละคนผสมปนกันอยู่ 2 แบบครับ
แบบแรกคือ คิ้วตก ตึงๆ หนักๆ บริเวณหน้าผากและคิ้ว
แบบที่สองคือ เปลือกตาบน ตกสลัวๆ ลงมาบังลูกตาจริงๆ
ซึ่งในมุมมองของคนไข้ทั่วไป
มักจะเหมาเรียกเหมือนกันหมดว่า "ตาตก"
แต่ในทางการแพทย์แล้ว 2 อาการนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
แบบแรก เราเรียกว่า คิ้วตก (brow ptosis)
ส่วนแบบหลัง คือ หนังตาตกที่แท้จริง (eyelid ptosis)
ซึ่งทั้งสองแบบมีสาเหตุ วิธีการฟื้นตัว
รวมถึงวิธีรับมือที่แตกต่างกันครับ

สรุปประเด็นสำคัญของบทความนี้
สาเหตุที่ตาตกหลังฉีดโบท็อกซ์ มีแค่ 2 อย่างนี้เท่านั้น
วิธีการแยกแยะระหว่าง: กล้ามเนื้อหน้าผากอ่อนแรงเกินไป VS โบท็อกซ์ซึมเข้ากล้ามเนื้อยกเปลือกตา
เคสแบบนี้มีบอ่ยมากครับ หมอเลยอยากจดบันทึกแบ่งปันไว้อ่านกัน
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้ผู้หญิงอายุ 34 ปีมาหาหมอ
บอกว่า "เพิ่งไปฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยระหว่างคิ้วมาได้ 1 สัปดาห์
ตอนนี้ตาสองข้างหนักๆ ลืมตาข้างหนึ่งแทบไม่ขึ้นเลยค่ะ"
พอลองใช้นิ้วช่วยยกคิ้วขึ้นหน้ากระจก
ก็พบว่าแม้จะพยายามยกคิ้วขึ้นแล้ว แต่หนังตาก็ยังคงตกลงมาปิดตาดำไปครึ่งหนึ่งอยู่ดี
เคสนี้ไม่ใช่ปัญหาคิ้วตก (brow ptosis) ครับ
แต่เป็นอาการของ กล้ามเนื้อลืมตา (levator palpebrae superioris)
โดนโบท็อกซ์ซึมเข้าไปรบกวนการทำงานครับ
กลไกการเกิดเป็นแบบนี้ครับ
ถ้าตำแหน่งที่จิ้มยาบริเวณระหว่างคิ้ว
อยู่ใกล้กับกระดูกเบ้าตาบน (supraorbital ridge) มากเกินไป (น้อยกว่า 1 ซม.)
ยาโบท็อกซ์ก็อาจจะซึมผ่านเยื่อกั้นเบ้าตา (orbital septum)
เข้าไปโดนกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาได้ครับ
ในทางตรงกันข้าม หากฉีดบริเวณกล้ามเนื้อหน้าผากกระจายตัวกว้างเกินไป
จะทำให้หน้าผากขยับไม่ได้เลย
ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่เคยช่วยดึงและพยุงคิ้วหมดแรงตกลงมา
นี่แหละครับที่เรียกว่า คิ้วตก
ซึ่งคนไข้มักจะเดินเข้ามาบอกหมอว่า "ตาดูเล็กลง" หรือ "ตาดูดุขึ้น"
สำหรับคนไข้สาววัย 34 ปีเคสนี้ เป็นกรณีที่โบท็อกซ์ซึมเข้ากล้ามเนื้อยกเปลือกตา
โชคดีที่พอเข้าสัปดาห์ที่ 3 อาการก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
และกลับมาเป็นปกติได้เกือบ 100% ในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ครับ
ในกรณีเร่งด่วน หมอได้ช่วยให้ยาหยอดตา Iopridine (apraclonidine)
เพื่อไปกระตุ้นกล้ามเนื้อ Muller's muscle ช่วยยกเปลือกตาขึ้นมาทันทีประมาณ 1-2 มม.
เพื่อบรรเทาให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นก่อนครับ
สรุปข้อคิดดีๆ จาก หมอวี ยองจิน
เมื่อตาตกหลังฉีดโบท็อกซ์ จุดเริ่มต้นคือการแยกแยะระหว่าง
"คิ้วตกจากการที่กล้ามเนื้อหน้าผากโดนโบท็อกซ์เยอะเกินไป" กับ
"หนังตาตกจากการที่โบท็อกซ์ซึมเข้ากล้ามเนื้อลืมตาโดยตรง"
วิธีเช็คง่ายๆ คือ ลองใช้นิ้วช่วยดึงคิ้วขึ้น ถ้าดึงแล้วตาดูเปิดกว้างขึ้น มองเห็นชัดเจนปกติ แสดงว่าเป็นแบบแรก (คิ้วตก) แต่ถ้าดึงคิ้วขึ้นแล้ว เปลือกตาบดบังดวงตาอยู่เหมือนเดิม แสดงว่าเป็นแบบหลัง (หนังตาตก) ครับ

ลองเช็คดูสิว่า ตัวคุณเป็นแบบไหนกันแน่?
แล้วอาการของเราเป็นประเภทไหนกันนะ?
หมอสรุปมาให้ดูง่ายๆ เป็นตารางตามนี้เลยครับ
ประเภท | แบบคิ้วตก (Brow Ptosis) | แบบหนังตาตก (Eyelid Ptosis) |
สาเหตุ | กล้ามเนื้อหน้าผากอ่อนแรงเกินไป | โบท็อกซ์ซึมเข้ากล้ามเนื้อยกเปลือกตา |
การเช็คเบื้องต้น | ใช้นิ้วช่วยยกคิ้วขึ้นแล้ว
ดวงตาดูเปิดกว้างขึ้น ชัดเจน | ยกคิ้วขึ้นแล้ว แต่เปลือกตาก็ยัง
บดบังดวงตาอยู่ |
ระยะเวลาฟื้นตัว | 2~4 สัปดาห์ | 4~8 สัปดาห์ |
วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า | เน้นรอให้เวลาช่วยรักษาและติดตามอาการ | ใช้ยาหยอดตา Iopridine บรรเทาอาการ |
ซึ่งการรักษาและรับมือของแต่ละเคสจะแตกต่างกันครับ
สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาคิ้วตก จริงๆ แล้ว "เวลา" คือยารักษาที่ดีที่สุดครับ
ในบางเคส แค่เข้ามาฉีดโบท็อกซ์เพิ่มจุดเล็กๆ บบริเวณหน้าผากบางจุด
เพื่อให้กล้ามเนื้อซ้ายขวาทำงานบาลานซ์กัน ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้มากแล้วครับ
แต่ถ้าเป็นกลุ่มหนังตาตกจะต่างออกไปนิดหน่อยครับ
ยาโบท็อกซ์ที่ซึมเข้าไปในกล้ามเนื้อตาแล้ว
ไม่มีตัวยาแก้หรือยาสลายโบท็อกซ์โดยตรงย้อนกลับได้ทันที
สิ่งที่ดีที่สุดที่หมอแนะนำทำได้คือการใช้ยาหยอดตาที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ Muller's muscle
เพื่อช่วยพยุงเปลือกตาให้ลืมตาได้ง่ายขึ้นในระหว่างที่รอให้ฤทธิ์ยาหมดไปเองครับ
อย่างไรก็ตาม ยาหยอดตาก็ไม่ได้เป็นทางออกถาวรนะครับ
เพราะยาหยอดออกฤทธิ์ได้ชั่วคราวเท่านั้น
สุดท้ายก็ยังต้องรอให้ร่างกายค่อยๆ สลายฤทธิ์โบท็อกซ์ตามธรรมชาติอยู่ดี
แต่ข้อดีคือ ยาหยอดตาช่วยให้คนไข้ลืมตาสบายขึ้น
และไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันในช่วงนั้นมากเกินไปครับ
3 คำถามยอดฮิตที่คนไข้ถามหมอบ่อยที่สุด
หมอขอตอบตามตรงตรงนี้เลยครับ
Q1. อาการตาตกนี้ไม่ได้อยู่ถาวรใช่ไหมคะ?
จะกลับมาปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม?
A. บอกตามตรงเลยนะครับ
หมอได้รับคำถามนี้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเลยทีเดียว
ตอบให้สบายใจได้เลยครับว่า "ไม่มีทางอยู่ถาวรแน่นอน"
โบท็อกซ์ทำงานโดยการไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท (acetylcholine) ชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อร่างกายสร้างปลายประสาทใหม่ขึ้นมาทดแทน
กล้ามเนื้อก็จะกลับมาทำงาน และหน้าตาเราก็จะกลับมาเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ
ระยะเวลาของแต่ละคนอาจจะต่างกันเล็กน้อย
ทั่วไปมักจะดีขึ้นเกือบสนิทใน 4-8 สัปดาห์
และมีส่วนน้อยมากๆ ที่อาจจะลากยาวไปถึง 12 สัปดาห์ครับ
เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าตาจะตกไปตลอดชีวิตนะครับ สบายใจได้ครับ
และคำถามต่อไปนี้ก็ถามกันเข้ามาเยอะมากเช่นกันครับ
Q2. มีวิธีการรักษาหรือหัตถการแก้ไขอาการตาตกไหมคะ?
และมีค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง?
A. ปัจจุบันนี้ยังไม่มี "สารฉีดแก้โบท็อกซ์" หรือยาสลายโบท็อกซ์โดยตรงจำหน่ายทั่วไปครับ
หลายๆ คลินิกที่โฆษณาว่าสามารถแก้ฤทธิ์โบท็อกซ์ได้
แท้จริงแล้วเป็นเพียงโปรแกรมดูแลรักษาร่วมเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้นครับ
ที่คลินิกของหมอ หลักๆ จะมี 2 วิธีหลักๆ ครับ:
วิธีแรกคือยาหยอดตา Iopridine 0.5%
ซึ่งจะช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นให้หนังตาบน
ยกสูงขึ้นประมาณ 1-2 มม. ได้ในทันที
โดยยาสามารถเบิกได้ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีแพทย์สั่งจ่ายให้เท่านั้นครับ
ส่วนวิธีที่สองคือ การฉีดหน้าผากฝั่งตรงข้ามในจุดที่พอดี
เพื่อลดแรงตึงผิวข้างที่โก่งกว่า เพื่อปรับให้สองข้างบาลานซ์ใกล้เคียงกันที่สุด
ทั้งนี้ต้องให้หมอประเมินเป็นรายบุคคลไปครับ
และประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากไว้ก็คือคำถามนี้ครับ
Q3. ครั้งหน้ายังสามารถฉีดโบท็อกซ์ได้อีกไหมคะ?
กลัวตาตกซ้ำอีกรอบจังเลยค่ะ?
A. เป็นเรื่องที่คนไข้เข้าใจผิดกันบ่อยมากครับ
การที่เคยมีอาการตาตกในครั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในครั้งต่อไปครับ
หากเรามีบันทึกรายงานไว้ว่า การฉีดจุดไหน ระดับความลึกเท่าไหร่ในครั้งก่อนที่ทำให้ตาตก
ในการทำครั้งถัดไป หมอก็จะขยับจุดฉีดขึ้นไปให้สูงขึ้นอีก 1 ซม. หรือปรับลดโดสยาลง
ก็จะสามารถเลี่ยงอาการนี้ได้อย่างราบรื่นแล้วครับ
คนไข้บางคนของหมอที่เคยตาตกจากที่อื่น มาฉีดกับหมอต่อเนื่องกันมาครึ่งปีแล้ว
ก็แฮปปี้และไม่มีปัญหาเรื่องตาตกกวนใจอีกเลยครับ
อย่าเพิ่งกลัวจนไม่กล้ากลับมาฉีดนะครับ แค่นำประวัติการฉีดครั้งเก่ามาปรึกษาหมอก่อนเริ่มทำการรักษาก็พอครับ
หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจทำเสมอนะครับ
สำหรับบทความหน้า หมอจะมาแชร์เรื่อง 'สิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังฉีดโบท็อกซ์ 2 สัปดาห์แรก' ให้ฟังกันนะครับ
ทำไมแต่ละคนถึงเห็นผลช้าเร็วไม่เท่ากัน
และใครที่โบท็อกซ์จะหมดฤทธิ์ไวเป็นพิเศษ
หมอจะนำเคสจริงมาเล่าให้ฟังกันครับ
แล้วพบกันใหม่ครับ ผม หมอวี ยองจิน สวัสดีครับ
บทความที่เกี่ยวข้องน่าสนใจ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
อยากลดโหนกแก้ม? ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนนะคะว่าเป็นที่ 'กระดูก' หรือเปล่า
ก่อนที่จะลดโหนกแก้ม ต้องเช็กก่อนนะคะว่าเป็น 'ประเภทกระดูก' หรือเปล่า เพราะถ้าสาเหตุเกิดจากความหย่อนคล้อยหรือไขมัน เราสามารถปรับรูปหน้าให้อ่อนละมุนขึ้นได้ด้วยการทำ lifting และการปรับสมดุลค่ะ

ผู้ชาย
ทำ Inmode FX มาได้ 2-3 วันแล้ว แต่ยังมีอาการอุ่นๆ ร้อนๆ หรือเสียวแปล๊บๆ อยู่เลย แบบนี้ปกติไหมคะ?
อาการร้อนผ่าวหลังทำ InMode FX — มาเช็กกันตั้งแต่ผลข้างเคียงปกติที่พบได้ทั่วไป สิ่งที่ต้องสังเกตเมื่ออาการเป็นยาวนานขึ้น ไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ควรติดต่อแพทย์กันค่ะ

ยกกระชับ
ทำ Shurink มาแล้วรู้สึกไม่ค่อยเห็นผลเลยค่ะ เป็นเพราะเราดูแลตัวเองผิดวิธี หรือว่าปกติมันเป็นแบบนี้อยู่แล้วคะ?
เมื่อรู้สึกว่าผลลัพธ์ของ Shurink ไม่ค่อยเห็นผล — มาเจาะลึกตั้งแต่สาเหตุที่เห็นผลช้า จำนวนช็อต ระดับความหย่อนคล้อย ไปจนถึงจุดที่ต้องเช็กก่อนทำซ้ำกันค่ะ

ผิว
Oligio X เจ็บมากไหมคะตอนทำ แล้วจำเป็นต้องแปะยาชาไหม?
Oligio X ความเจ็บและยาชา — เจาะลึกตั้งแต่ความรู้สึกเจ็บที่ต่างกันในแต่ละจุด เทคนิคช่วยลดความเจ็บ ไปจนถึงเวลาที่แนะนำในการแปะยาชาครีม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดฟิลเลอร์สะโพกมาแล้วดูเบี้ยวไม่เท่ากันสองข้าง แบบนี้ควรรับมือหรือแก้ไขอย่างไรดีคะ?
สะโพกไม่เท่ากันหลังฉีดฟิลเลอร์ — มาดูสาเหตุที่พบบ่อย, วิธีดูแลตัวเองตามระยะเวลา และสัญญาณที่ต้องเช็กก่อนจะเริ่มปรึกษาเรื่องการแก้ไขกันค่ะ

ผิว
หลังทำหัตถการหลายคนบอกว่าประคบเย็นจะช่วยลดบวมได้ดี แล้วควรเริ่มประคบตั้งแต่ตอนไหน ถึงเมื่อไหร่ และต้องทำอย่างไรบ้างคะ?
การประคบเย็นหลังทำหัตถการ — ชวนมาทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการลดบวม ช่วงเวลา ระยะเวลา วิธีการประคบ ไปจนถึงกรณีที่ควรหลีกเลี่ยง



