
ลบรอยสักตัวอักษร ไม่เจ็บ สบาย ไม่ต้องกลัว!
ลบรอยสักตัวอักษร ไม่เจ็บ สบาย ไม่ต้องกลัว!
ลบรอยสักตัวอักษร ไม่เจ็บ สบาย ไม่ต้องกลัว!
ลบรอยสักตัวอักษรง่ายกว่าที่คิด! เข้าใจหลักการเลเซอร์ คุณสมบัติหมึก และจำนวนครั้งตามเกณฑ์คลินิกจริง
ลบรอยสักตัวอักษร (Lettering) ไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิดครับ
สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน จาก Beautystone ครับ
ผมเป็นแพทย์เฉพาะทางจาก มหาวิทยาลัยโซล (Seoul National University)
ปัจจุบันประจำอยู่ที่ Beautystone Clinic สาขาฮงแดครับ
💡 เช็กด่วนก่อนอ่านต่อ!
Q. รอยสักตัวอักษรมีเส้นที่ค่อนข้างชิดกัน จะลบยากกว่าปกติไหมคะ?
A. จริงๆ แล้วตรงกันข้ามเลยครับ รอยสักตัวอักษรเป็นหนึ่งในประเภทรอยสักที่ลบออกได้ง่ายที่สุดเลยครับ
Q. ทำไมใช้เลเซอร์เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เหมือนกันล่ะคะ?
A. ตัวแปรสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวครับ แต่ขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำหมึก, โทนสี และจำนวนครั้งที่เคยไปสักซ้ำ (Retouch) ซึ่งมีผลมากกว่าเยอะเลยครับ
📌 ไฮไลท์สำคัญของบทความนี้
การลบรอยสักตัวอักษรนั้นง่ายมากครับ ถือเป็นงานสักที่จัดการง่ายที่สุด แถมส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประวัติการสักซ้ำบ่อยๆ ทำให้เม็ดสีแตกตัวและลบออกได้ง่ายสบายๆ เลยครับ

ทำไมรอยสักตัวอักษรถึงลบง่าย? คำตอบอยู่ที่โครงสร้างของมันครับ
เวลาที่เราเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับการลบรอยสัก
เรามักจะเจอคำแนะนำทำนองว่า
"การลบรอยสักต้องใช้เวลานานมากนะ"
"เตรียมใจไว้เลยว่าต้องทำอย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไป"
อะไรแบบนี้บ่อยมากใช่ไหมครับ
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดซะทีเดียวครับ
แต่ถ้าคิดว่ารอยสักแบบตัวอักษรจะต้องใช้เวลาเยอะขนาดนั้นเหมือนกัน
หมอขอบอกเลยว่า ไม่เหมือนกันแน่นอนครับ
พูดกันตามตรงเลยก็คือ
รอยสักประเภทตัวอักษร (Lettering)
จัดเป็นรอยสักที่ลบได้ง่ายต้นๆ เลยครับ
แต่มันก็มีดีเทลนิดนึงนะครับ
ไม่ใช่ว่าจะง่ายไปซะทุกเคสไม่มีเงื่อนไข
แต่หมายถึง 'โดยโครงสร้างแล้ว มันมีปัจจัยที่ง่ายต่อการลบ' ต่างหากครับ
ซึ่งมีเหตุผลหลักๆ อยู่ 3 ข้อด้วยกัน:
ข้อแรก, โทนสีของน้ำหมึกไม่ซับซ้อน
รอยสักตัวอักษรส่วนใหญ่จะใช้หมึกสีดำเพียงสีเดียวครับ
ซึ่งสีดำเป็นสีที่ตอบสนองต่อเลเซอร์ลบรอยสักได้ดีที่สุดเลยครับ
เพราะกลไกของเลเซอร์ขับเน้นไปที่การทำให้เม็ดสีแตกตัว
และเนื่องจากสีดำดูดกลืนพลังงานแสงได้ทุกความยาวคลื่น
มันจึงตอบสนองและจางลงได้เร็วกว่าสีอื่นๆ มากครับ
ข้อสอง, แทบไม่มีการสักซ้ำ (Retouch)
พวกรอยสักแนวสีสันหรือแนวรูปภาพ
พอเวลาผ่านไป สีเริ่มเฟดหรือเบลอ
คนไข้มักจะไปสักทับเพื่อเก็บรายละเอียดกันบ่อยๆ
ซึ่งนั่นทำให้ชั้นของน้ำหมึกสะสมตัวหนาขึ้น
และความยากในการลบก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยครับ
แต่สำหรับรอยสักตัวอักษรจะต่างออกไปครับ
ถ้าเส้นเริ่มเบลอ ส่วนใหญ่คนไข้มักเลือกที่จะปล่อยไว้
หรือไปสักลายอื่นทับไปเลยมากกว่า
น้อยคนมากๆ ครับที่จะไปถมดำซ้ำๆ ลงบนอักษรตัวเดิม
และเมื่อชั้นหมึกบาง จำนวนครั้งที่ต้องเลเซอร์ลบก็น้อยลงตามไปด้วยครับ
ข้อสาม, พื้นที่ในการทำค่อนข้างเล็ก
มันไม่ได้มีส่วนที่เป็นการถมสีหน้ากว้างๆ
แต่ประกอบขึ้นมาจากเส้นสายเท่านั้น
พิกัดที่เลเซอร์ต้องเข้าไปจัดการจึงค่อนข้างแคบ
ทำให้ลบได้ไวและลดโอกาสที่ผิวรอบๆ จะบอบช้ำหรือระคายเคืองได้ดีมากครับ
👨⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน:
รอยสักตัวอักษรใช้หมึกดำสีเดียว, อัตราการสักซ้ำต่ำ, โครงสร้างเน้นแบบเส้น
เมื่อ 3 ปัจจัยนี้มารวมกัน
มันจึงเป็นรอยสักประเภทที่เห็นผลลัพธ์ตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ไวที่สุดครับ
ต่อให้คุณจะเคยได้ยินจากที่อื่นมาว่าต้องทำ 10 ครั้งขึ้นไป
แต่ถ้าเป็นรอยสักแนวตัวอักษรจริงๆ ในประสบการณ์รักษาของหมอ
หลายเคสจบลลลบออกหมดได้โดยใช้จำนวนครั้งไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำครับ

แล้วรอยสักตัวอักษรแบบไหนที่จะลบยากขึ้นมาหน่อย
และควรมีแนวทางรักษาอย่างไรบ้าง?
แต่ตรงนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องโน้ตไว้จุดหนึ่งนะครับ
คือ 'ขึ้นชื่อว่ารอยสักตัวอักษรเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลบง่ายเท่ากันหมด'
นั่นเองครับ
ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับแต่ละเคส
แต่ในห้องตรวจ หมอมักจะจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ ประมาณนี้ครับ:
① รอยสักตัวอักษรสีดำทั่วไป
เป็นเคสที่เจอบ่อยที่สุดครับ
ใช้สีดำล้วน, ไม่เคยสักซ้ำ, และสักมาแล้ว
ประมาณ 3-5 ปี
ถ้าใช้ Pico Laser
ส่วนใหญ่ประมาณ 4-6 ครั้งก็เคลียร์ผิวได้เนียนสวยแล้วครับ
② กรณีที่มีการผสมหมึกสีขาว หรือไล่เฉดเกรย์สเกล (Greyscale)
เคสแบบนี้จะเริ่มมีความโปรนั่นนี่เข้ามาเกี่ยวแล้วครับ
เพราะหมึกสีขาวเป็นเฉดสีที่ตอบสนองต่อเลเซอร์ค่อนข้างต่ำมาก
และบางครั้งเลเซอร์อาจทำให้หมึกเปลี่ยนเป็นสีเข้มคล้ำขึ้น (Oxidation)
หรือการตอบสนองช้าลงได้
เคสประเภทนี้อาจจะต้องเผื่อจำนวนครั้งเพิ่มขึ้นครับ
③ เคสที่เคยผ่านการสักซ้ำ (Retouch) มาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า
"การรีทัชก็แค่ไปแต่งๆ เติมๆ ให้ชัดขึ้นเฉยๆ ไม่ใช่เหรอคะ?"
แต่ในทางคลินิก การสักซ้ำคือการถมหมึกทับลงไปใหม่เลยครับ
พอน้ำหมึกมันซ้อนทับกันเป็นสองเลเยอร์ในพิกัดเดิม
จำนวนครั้งในการเลเซอร์ลบจึงต้องเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
เวลาที่หมอตรวจประเมินคนไข้
คำถามสำคัญที่หมอต้องถามเสมอคือ "เคยไปสักซ้ำเพิ่มไหม?"
เพราะเรื่องนี้เป็นคีย์ลัดในการประเมินจำนวนครั้งที่แม่นยำเลยครับ
โดยพื้นฐานแล้ว ทางคลินิกเราจะใช้เครื่องเลเซอร์ระดับ Picosecond ครับ
ซึ่งเป็นเลเซอร์ความเร็วสูงในระดับ 1 ต่อล้านล้านวินาที (Picosecond)
ที่จะเข้าไปช่วยย่อยสลายเม็ดสีหมึกให้แตกละเอียดเป็นผุยผงขนาดเล็กจิ๋ว
ทำให้ร่างกายสามารถขับออกไปได้อย่างรวดเร็วครับ
ข้อดีของมันคือทำให้เจ็บน้อยสะสมความร้อนใต้ผิวน้อยกว่า
และเห็นผลไวกว่าเลเซอร์ยุคเก่า (Nanosecond) มากครับ
มีอีกหนึ่งจุดที่หมออยากเน้นย้ำมากๆ เลยครับ
ต่อให้เครื่องเลเซอร์จะประสิทธิภาพดีเทคโนโลยีไฮเอนด์แค่ไหน
แต่ถ้าแพทย์ตั้งค่าพลังงาน (Parameter) ไม่เหมาะสมกับการตอบสนองของผิว
ผลลัพธ์และประสิทธิภาพก็จะดรอปลงไปเยอะเลยครับ
เพื่อที่จะลบรอยสักให้เกลี้ยงเกลา รวดเร็ว โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
การปรับค่าพลังงานในแต่ละรอบให้เหมาะกับสภาพผิว ณ ขณะนั้น
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับการเลือกใช้เครื่องเลเซอร์ตัวท็อปเลยครับ
บางเคสที่ไปทำจากที่อื่นมาแล้ว 8 ครั้ง
แต่รอยสักยังเหลือเป็นปื้นๆ จางๆ ลบไม่หมดสักที พอมาหาเรา
เราจะทำการปรับแต่งการตั้งค่าพลังงานใหม่ให้ตรงจุด
ซึ่งส่วนใหญ่ทำเพิ่มอีกแค่ 2-3 ครั้ง ก็เคลียร์ผิวเป็นที่พึงพอใจได้แล้วครับ

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q1. บริเวณที่อยู่ใกล้กระดูกมากๆ อย่างข้อมือ หรือกระดูกไหปลาร้า ลบออกง่ายไหมคะ?
A. ข้อมือและกระดูกไหปลาร้าก็ลบออกได้ดีไม่มีปัญหาครับ
แม้จะเป็นบริเวณที่ผิวบางและใกล้ชิดกระดูก
ก็สามารถทำเลเซอร์ได้อย่างปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ที่ดีได้แน่นอนครับ
Q2. เพิ่งสักมาได้ไม่นาน สามารถเข้ามาลบออกได้เลยไหมคะ?
A. โดยทั่วไป แนะนำให้รออย่างน้อย 4 สัปดาห์หลังจากการสักครับ
เพื่อให้สภาพผิวบริเวณนั้นฟื้นตัวและนิ่งเต็มที่ก่อน
แพทย์ถึงจะพอคาดคะเนการตอบสนองของเลเซอร์ได้อย่างแม่นยำครับ
หากรีบร้อนมาทำเร็วกว่านั้น
อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆ ตามมาได้ครับ
ไม่ต้องรีบร้อนไปครับ แนะนำให้เว้นระยะสัก 1-2 เดือนให้ผิวพร้อม แล้วค่อยเข้ามาปรึกษาหมอนะครับ
Q3. หลังลบรอยสักแล้ว จะแอบมีรอยแผลเป็นทิ้งไว้ไหมคะ?
A. การลบรอยสักก็เป็นการส่งพลังงานลงไปใต้ผิวคล้ายๆ ตอนสักครับ
ดังนั้นหากตั้งค่าพลังงานแรงเกินไป หรือดูแลผิวช่วงพักฟื้นไม่ดี
ก็อาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแดง หรือแผลเป็นตื้นๆ ได้ครับ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องเว้นระยะห่างระหว่างรอบให้เพียงพอ
(โดยทั่วไปคือประมาณ 6-8 สัปดาห์ขึ้นไป)
เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูเต็มที่ก่อนที่จะทำในรอบถัดไปครับ
อย่างไรก็ดี ภายใต้การดูแลดูแลและตั้งค่าพลังงานอย่างประณีตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เคสส่วนใหญ่สามารถลบรอยสักออกได้อย่างสะอาดหมดจดโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้กวนใจแน่นอนครับ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ แล้วพบกันที่คลินิกครับ — หมอวี ยองจิน
▶ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ศึกประชัน Saxenda vs Mounjaro รอบนี้ Mounjaro ชนะขาดลอยครับ
▶ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากย่านฮงแด ที่ไหนดี ที่ไหนปัง?
▶ทำไมใครๆ ก็ยกให้เราเป็นพิกัดยืนหนึ่งเรื่องเลเซอร์กำจัดขนในย่านฮงแด
▶หมอวี ยองจิน เจาะลึกนวัตกรรมดูแลสัดส่วน Juvelook Volume (Juvelook Lenisna) สำหรับผิวกาย
▶เจาะลึกทำไม Juvelook Volume ถึงเจ็บน้อยกว่า Rejuran แถมให้งานผิวโกลว์สวยยาวนานกว่า
ลบรอยสักตัวอักษร (Lettering) ไม่ได้ยากและน่ากลัวอย่างที่คิดครับ
สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน จาก Beautystone ครับ
ผมเป็นแพทย์เฉพาะทางจาก มหาวิทยาลัยโซล (Seoul National University)
ปัจจุบันประจำอยู่ที่ Beautystone Clinic สาขาฮงแดครับ
💡 เช็กด่วนก่อนอ่านต่อ!
Q. รอยสักตัวอักษรมีเส้นที่ค่อนข้างชิดกัน จะลบยากกว่าปกติไหมคะ?
A. จริงๆ แล้วตรงกันข้ามเลยครับ รอยสักตัวอักษรเป็นหนึ่งในประเภทรอยสักที่ลบออกได้ง่ายที่สุดเลยครับ
Q. ทำไมใช้เลเซอร์เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เหมือนกันล่ะคะ?
A. ตัวแปรสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวครับ แต่ขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำหมึก, โทนสี และจำนวนครั้งที่เคยไปสักซ้ำ (Retouch) ซึ่งมีผลมากกว่าเยอะเลยครับ
📌 ไฮไลท์สำคัญของบทความนี้
การลบรอยสักตัวอักษรนั้นง่ายมากครับ ถือเป็นงานสักที่จัดการง่ายที่สุด แถมส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประวัติการสักซ้ำบ่อยๆ ทำให้เม็ดสีแตกตัวและลบออกได้ง่ายสบายๆ เลยครับ

ทำไมรอยสักตัวอักษรถึงลบง่าย? คำตอบอยู่ที่โครงสร้างของมันครับ
เวลาที่เราเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับการลบรอยสัก
เรามักจะเจอคำแนะนำทำนองว่า
"การลบรอยสักต้องใช้เวลานานมากนะ"
"เตรียมใจไว้เลยว่าต้องทำอย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไป"
อะไรแบบนี้บ่อยมากใช่ไหมครับ
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดซะทีเดียวครับ
แต่ถ้าคิดว่ารอยสักแบบตัวอักษรจะต้องใช้เวลาเยอะขนาดนั้นเหมือนกัน
หมอขอบอกเลยว่า ไม่เหมือนกันแน่นอนครับ
พูดกันตามตรงเลยก็คือ
รอยสักประเภทตัวอักษร (Lettering)
จัดเป็นรอยสักที่ลบได้ง่ายต้นๆ เลยครับ
แต่มันก็มีดีเทลนิดนึงนะครับ
ไม่ใช่ว่าจะง่ายไปซะทุกเคสไม่มีเงื่อนไข
แต่หมายถึง 'โดยโครงสร้างแล้ว มันมีปัจจัยที่ง่ายต่อการลบ' ต่างหากครับ
ซึ่งมีเหตุผลหลักๆ อยู่ 3 ข้อด้วยกัน:
ข้อแรก, โทนสีของน้ำหมึกไม่ซับซ้อน
รอยสักตัวอักษรส่วนใหญ่จะใช้หมึกสีดำเพียงสีเดียวครับ
ซึ่งสีดำเป็นสีที่ตอบสนองต่อเลเซอร์ลบรอยสักได้ดีที่สุดเลยครับ
เพราะกลไกของเลเซอร์ขับเน้นไปที่การทำให้เม็ดสีแตกตัว
และเนื่องจากสีดำดูดกลืนพลังงานแสงได้ทุกความยาวคลื่น
มันจึงตอบสนองและจางลงได้เร็วกว่าสีอื่นๆ มากครับ
ข้อสอง, แทบไม่มีการสักซ้ำ (Retouch)
พวกรอยสักแนวสีสันหรือแนวรูปภาพ
พอเวลาผ่านไป สีเริ่มเฟดหรือเบลอ
คนไข้มักจะไปสักทับเพื่อเก็บรายละเอียดกันบ่อยๆ
ซึ่งนั่นทำให้ชั้นของน้ำหมึกสะสมตัวหนาขึ้น
และความยากในการลบก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยครับ
แต่สำหรับรอยสักตัวอักษรจะต่างออกไปครับ
ถ้าเส้นเริ่มเบลอ ส่วนใหญ่คนไข้มักเลือกที่จะปล่อยไว้
หรือไปสักลายอื่นทับไปเลยมากกว่า
น้อยคนมากๆ ครับที่จะไปถมดำซ้ำๆ ลงบนอักษรตัวเดิม
และเมื่อชั้นหมึกบาง จำนวนครั้งที่ต้องเลเซอร์ลบก็น้อยลงตามไปด้วยครับ
ข้อสาม, พื้นที่ในการทำค่อนข้างเล็ก
มันไม่ได้มีส่วนที่เป็นการถมสีหน้ากว้างๆ
แต่ประกอบขึ้นมาจากเส้นสายเท่านั้น
พิกัดที่เลเซอร์ต้องเข้าไปจัดการจึงค่อนข้างแคบ
ทำให้ลบได้ไวและลดโอกาสที่ผิวรอบๆ จะบอบช้ำหรือระคายเคืองได้ดีมากครับ
👨⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน:
รอยสักตัวอักษรใช้หมึกดำสีเดียว, อัตราการสักซ้ำต่ำ, โครงสร้างเน้นแบบเส้น
เมื่อ 3 ปัจจัยนี้มารวมกัน
มันจึงเป็นรอยสักประเภทที่เห็นผลลัพธ์ตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ไวที่สุดครับ
ต่อให้คุณจะเคยได้ยินจากที่อื่นมาว่าต้องทำ 10 ครั้งขึ้นไป
แต่ถ้าเป็นรอยสักแนวตัวอักษรจริงๆ ในประสบการณ์รักษาของหมอ
หลายเคสจบลลลบออกหมดได้โดยใช้จำนวนครั้งไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำครับ

แล้วรอยสักตัวอักษรแบบไหนที่จะลบยากขึ้นมาหน่อย
และควรมีแนวทางรักษาอย่างไรบ้าง?
แต่ตรงนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องโน้ตไว้จุดหนึ่งนะครับ
คือ 'ขึ้นชื่อว่ารอยสักตัวอักษรเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลบง่ายเท่ากันหมด'
นั่นเองครับ
ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับแต่ละเคส
แต่ในห้องตรวจ หมอมักจะจำแนกออกเป็นกลุ่มๆ ประมาณนี้ครับ:
① รอยสักตัวอักษรสีดำทั่วไป
เป็นเคสที่เจอบ่อยที่สุดครับ
ใช้สีดำล้วน, ไม่เคยสักซ้ำ, และสักมาแล้ว
ประมาณ 3-5 ปี
ถ้าใช้ Pico Laser
ส่วนใหญ่ประมาณ 4-6 ครั้งก็เคลียร์ผิวได้เนียนสวยแล้วครับ
② กรณีที่มีการผสมหมึกสีขาว หรือไล่เฉดเกรย์สเกล (Greyscale)
เคสแบบนี้จะเริ่มมีความโปรนั่นนี่เข้ามาเกี่ยวแล้วครับ
เพราะหมึกสีขาวเป็นเฉดสีที่ตอบสนองต่อเลเซอร์ค่อนข้างต่ำมาก
และบางครั้งเลเซอร์อาจทำให้หมึกเปลี่ยนเป็นสีเข้มคล้ำขึ้น (Oxidation)
หรือการตอบสนองช้าลงได้
เคสประเภทนี้อาจจะต้องเผื่อจำนวนครั้งเพิ่มขึ้นครับ
③ เคสที่เคยผ่านการสักซ้ำ (Retouch) มาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า
"การรีทัชก็แค่ไปแต่งๆ เติมๆ ให้ชัดขึ้นเฉยๆ ไม่ใช่เหรอคะ?"
แต่ในทางคลินิก การสักซ้ำคือการถมหมึกทับลงไปใหม่เลยครับ
พอน้ำหมึกมันซ้อนทับกันเป็นสองเลเยอร์ในพิกัดเดิม
จำนวนครั้งในการเลเซอร์ลบจึงต้องเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
เวลาที่หมอตรวจประเมินคนไข้
คำถามสำคัญที่หมอต้องถามเสมอคือ "เคยไปสักซ้ำเพิ่มไหม?"
เพราะเรื่องนี้เป็นคีย์ลัดในการประเมินจำนวนครั้งที่แม่นยำเลยครับ
โดยพื้นฐานแล้ว ทางคลินิกเราจะใช้เครื่องเลเซอร์ระดับ Picosecond ครับ
ซึ่งเป็นเลเซอร์ความเร็วสูงในระดับ 1 ต่อล้านล้านวินาที (Picosecond)
ที่จะเข้าไปช่วยย่อยสลายเม็ดสีหมึกให้แตกละเอียดเป็นผุยผงขนาดเล็กจิ๋ว
ทำให้ร่างกายสามารถขับออกไปได้อย่างรวดเร็วครับ
ข้อดีของมันคือทำให้เจ็บน้อยสะสมความร้อนใต้ผิวน้อยกว่า
และเห็นผลไวกว่าเลเซอร์ยุคเก่า (Nanosecond) มากครับ
มีอีกหนึ่งจุดที่หมออยากเน้นย้ำมากๆ เลยครับ
ต่อให้เครื่องเลเซอร์จะประสิทธิภาพดีเทคโนโลยีไฮเอนด์แค่ไหน
แต่ถ้าแพทย์ตั้งค่าพลังงาน (Parameter) ไม่เหมาะสมกับการตอบสนองของผิว
ผลลัพธ์และประสิทธิภาพก็จะดรอปลงไปเยอะเลยครับ
เพื่อที่จะลบรอยสักให้เกลี้ยงเกลา รวดเร็ว โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
การปรับค่าพลังงานในแต่ละรอบให้เหมาะกับสภาพผิว ณ ขณะนั้น
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับการเลือกใช้เครื่องเลเซอร์ตัวท็อปเลยครับ
บางเคสที่ไปทำจากที่อื่นมาแล้ว 8 ครั้ง
แต่รอยสักยังเหลือเป็นปื้นๆ จางๆ ลบไม่หมดสักที พอมาหาเรา
เราจะทำการปรับแต่งการตั้งค่าพลังงานใหม่ให้ตรงจุด
ซึ่งส่วนใหญ่ทำเพิ่มอีกแค่ 2-3 ครั้ง ก็เคลียร์ผิวเป็นที่พึงพอใจได้แล้วครับ

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q1. บริเวณที่อยู่ใกล้กระดูกมากๆ อย่างข้อมือ หรือกระดูกไหปลาร้า ลบออกง่ายไหมคะ?
A. ข้อมือและกระดูกไหปลาร้าก็ลบออกได้ดีไม่มีปัญหาครับ
แม้จะเป็นบริเวณที่ผิวบางและใกล้ชิดกระดูก
ก็สามารถทำเลเซอร์ได้อย่างปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ที่ดีได้แน่นอนครับ
Q2. เพิ่งสักมาได้ไม่นาน สามารถเข้ามาลบออกได้เลยไหมคะ?
A. โดยทั่วไป แนะนำให้รออย่างน้อย 4 สัปดาห์หลังจากการสักครับ
เพื่อให้สภาพผิวบริเวณนั้นฟื้นตัวและนิ่งเต็มที่ก่อน
แพทย์ถึงจะพอคาดคะเนการตอบสนองของเลเซอร์ได้อย่างแม่นยำครับ
หากรีบร้อนมาทำเร็วกว่านั้น
อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆ ตามมาได้ครับ
ไม่ต้องรีบร้อนไปครับ แนะนำให้เว้นระยะสัก 1-2 เดือนให้ผิวพร้อม แล้วค่อยเข้ามาปรึกษาหมอนะครับ
Q3. หลังลบรอยสักแล้ว จะแอบมีรอยแผลเป็นทิ้งไว้ไหมคะ?
A. การลบรอยสักก็เป็นการส่งพลังงานลงไปใต้ผิวคล้ายๆ ตอนสักครับ
ดังนั้นหากตั้งค่าพลังงานแรงเกินไป หรือดูแลผิวช่วงพักฟื้นไม่ดี
ก็อาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแดง หรือแผลเป็นตื้นๆ ได้ครับ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องเว้นระยะห่างระหว่างรอบให้เพียงพอ
(โดยทั่วไปคือประมาณ 6-8 สัปดาห์ขึ้นไป)
เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูเต็มที่ก่อนที่จะทำในรอบถัดไปครับ
อย่างไรก็ดี ภายใต้การดูแลดูแลและตั้งค่าพลังงานอย่างประณีตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เคสส่วนใหญ่สามารถลบรอยสักออกได้อย่างสะอาดหมดจดโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้กวนใจแน่นอนครับ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ แล้วพบกันที่คลินิกครับ — หมอวี ยองจิน
▶ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ศึกประชัน Saxenda vs Mounjaro รอบนี้ Mounjaro ชนะขาดลอยครับ
▶ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากย่านฮงแด ที่ไหนดี ที่ไหนปัง?
▶ทำไมใครๆ ก็ยกให้เราเป็นพิกัดยืนหนึ่งเรื่องเลเซอร์กำจัดขนในย่านฮงแด
▶หมอวี ยองจิน เจาะลึกนวัตกรรมดูแลสัดส่วน Juvelook Volume (Juvelook Lenisna) สำหรับผิวกาย
▶เจาะลึกทำไม Juvelook Volume ถึงเจ็บน้อยกว่า Rejuran แถมให้งานผิวโกลว์สวยยาวนานกว่า
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ
Salicylic acid, ยาปฏิชีวนะ, Retinoid และ Isotretinoin มีจุดออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันนะคะ ตั้งแต่ปัญหาสิวอุดตันไปจนถึงสิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและซีสต์ มาดูวิธีการเลือกยาทาและยารับประทานที่เหมาะกับขั้นตอนและสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ผิว
สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ
สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ผิว
ตั้งแต่ตุ่มนูนแข็ง ห้ามบีบเอง แผลเป็นเริ่มตอนนี้
แผลเป็นไม่ได้เกิดจากการบีบ แต่ขึ้นกับการอักเสบลงลึกแค่ไหน ดูตารางระดับความเสี่ยงและการดูแลแต่ละขั้น

ผิว
สิวหัวหนองปล่อยไว้แผลเป็นใหญ่ขึ้น มีช่วงที่ควรบีบ
"สิวไม่ควรบีบจะดีสุด" ถูกแค่ครึ่ง สรุปช่วงที่ควรบีบหัวหนอง วิธีที่ถูก และระยะที่ห้ามบีบ ในตารางเดียว

ผิว
ยาฉีดสิวอักเสบ ใช้หลักการเดียวกับลดแผลรอยไหม้
ปล่อยตุ่มนูนหรือซีสต์ไว้คิดว่าจะยุบเอง? ช่วงนั้นทำลายคอลลาเจนหนังแท้ สรุปหลักการยาฉีดและข้อจำกัด

ผิว
รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้
น้ำตาลคือเมลานิน แดงคือเส้นเลือด บุ๋มคือคอลลาเจนหาย นูนคือเกิน สรุป 4 แบบพร้อมการรักษาขั้นแรก
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1


