เทอร์มาจ vs อัลเทอร่า เลือกต่างกันตามวัย 30-40
เทอร์มาจ vs อัลเทอร่า เลือกต่างกันตามวัย 30-40
เทอร์มาจ vs อัลเทอร่า เลือกต่างกันตามวัย 30-40
เทอร์มาจ vs อัลเทอร่า ความกระชับวัย 30 กับการหย่อนวัย 40 ต่างกัน เข้าใจความลึกของ RF และ HIFU ก่อน

Thermage vs Ulthera ต่างกันอย่างไร? ทําไมวัย 30 และ 40
ถึงต้องเลือกทำไม่เหมือนกัน
"คุณหมอคะ มีแต่คนแนะนำให้ทำทั้ง Thermage และ Ulthera
จำเป็นต้องทำทั้งคู่เลยจริงๆ หรอคะ?"
เป็นคำถามที่หมอบ่อยมากๆ เลยครับ
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจให้ทุกคนฟังกันอย่างละเอียดเลยครับ

Thermage และ Ulthera
ชื่ออาจจะคล้ายกัน แต่ความจริงแล้วต่างกันสิ้นเชิงครับ
Thermage คือการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ RF (Radio Frequency)
ส่งความร้อนลงไปเคลือบและกระตุ้นชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ทั้งหมด
เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนหดตัวและสร้างใหม่
จุดเด่นของ Thermage ที่ต่างจาก Ulthera คือ
มันจะทำงานในลักษณะเป็น 'แผ่น (Area)' ครอบคลุมทั่วชั้นผิวครับ
ในทางกลับกัน Ulthera จะใช้เทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)
ยิงพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ที่ระดับ 4.5 มม.
โดยจะยิงเป็นพลังงานความร้อนขนาดเล็กเฉพาะจุดเหมือน 'จุดไข่ปลา (Dots)' เพื่อให้เกิดการหดตัว
ถึงแม้จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่งาน Anti-aging เหมือนกัน
แต่วิธีการทำงานและชั้นผิวที่กระทำนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ทำไมปัญหาหน้าหย่อนคล้อยเหมือนกัน แต่บางคนควรทำ Thermage
แล้วทำไมบางคนถึงควรทำ Ulthera
เจาะลึกประเด็นสำคัญโดย
หมอวี ยองจิน
Thermage ใช้ความร้อนจากคลื่น RF เคลือบและกระตุ้นชั้นผิวแท้ทั้งหมด
ในขณะที่ Ulthera ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ HIFU
กระตุ้นชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ SMAS ลึก 4.5 มม. เป็นจุดๆ
สำหรับวัย 30 ที่ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น Thermage คือคำตอบ
ส่วนวัย 40 ที่เริ่มมีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของโครงสร้างหน้า
Ulthera จะตอบโจทย์เป็นอันดับแรกครับ
ฟังแล้วหลายคนอาจจะแปลกใจนิดหน่อยนะครับ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคนไข้วัย 53 ปีเข้ามาปรึกษาหมอ
บอกว่า "อยากทำ Thermage จัดเต็ม 1500 ช็อตเลยค่ะ"
แต่หลังจากที่หมอได้ตรวจเช็กและสัมผัสผิวหน้า พร้อมดูรูปถ่ายอย่างละเอียดแล้ว
หมอพบว่าเนื้อแก้มตั้งแต่บริเวณใต้โหนกแก้มลงมาจนถึงมุมปาก
เริ่มคล้อยย้อยลงมาอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
ในกรณีแบบนี้ ต่อให้ทำ Thermage ไปแบบอันลิมิเต็ดช็อตแค่ไหน
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่ชัดเจนและไม่น่าพึงพอใจครับ
หมอเลยแนะนำให้ทำ Ulthera ก่อนเป็นอันดับแรก
นั่นเป็นเพราะ Thermage เป็นการยิงความร้อนลงลึก 1.5 - 3.0 มม. ในชั้นผิวแท้ เพื่อให้ผิวหดกระชับแบบครอบคลุมทั้งพื้นที่
จึงเก่งมากในเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่น ย่นกระชับโครงสร้างผิวชั้นบน
แต่หากโครงสร้างผิวระดับลึกอย่างชั้น SMAS (พังผืดอุ้มผิว) เกิดความหย่อนคล้อยไปแล้ว
มันเหมือนกับฐานบ้านทรุด ต่อให้เราจะไปทาสีหรือฉาบปูนตกแต่งชั้นบน (ชั้นผิวแท้) ให้แน่นแค่ไหน
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แทบจะไม่ชัดเจนเลยครับ
ตรงกันข้าม Ulthera จะใช้หัวแปลงสัญญาณขนาด 4.5 มม. ยิงตรงลึกเข้าสู่ชั้นพังผืด SMAS โดยตรง
จึงช่วยดึงรั้งและยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อยขึ้นไปได้ดีกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้เน้นการกระจายความร้อนทั่วชั้นผิวแท้เป็นแผ่นกว้าง
เรื่องงานละเอียดอย่างเนื้อผิวหรือริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines)
ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Ulthera เดี่ยวๆ อาจจะไม่จุใจเท่ากับทำ Thermage ครับ
ถ้าหากเปรียบเทียบเพิ่มกับโปรแกรม Inmode สรุปจะเข้าใจง่ายขึ้นไปอีกครับ
Inmode จะเก่งในเรื่องการจัดกรอบหน้าเฉพาะจุด เช่น การสลายไขมันใต้คาง
หรือเหนียงสองชั้น เพื่อปรับ "ไลน์กรอบหน้า" เป็นหลัก
สรุปง่ายๆ ก็คือ: งานแน่นกระชับผิวทั่วทั้งแผ่นยกให้ Thermage,
งานยกรั้งชั้นพังผืดกล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อยเลือก Ulthera,
ส่วนงานเก็บสัดส่วนเลเยอร์ไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดต้อง Inmode แต่ละเครื่องทำหน้าที่ต่างกันชัดเจนครับ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
Thermage เหมาะกับอาการ 'ผิวอ่อนแอ ย้วย ขาดความตึงกระชับ'
ส่วน Ulthera เหมาะกับอาการ 'หน้าย้อย แก้มตก กรอบหน้าหย่อนคล้อยลงด้านล่าง'
ลองประเมินเช็กตามความเป็นจริงตรงหน้ากระจกว่าเรามีปัญหาแบบไหน
จะทำให้เลือกโปรแกรมการดูแลดูแลรักษาได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

ใครเหมาะกับ Thermage
vs ใครเหมาะกับ Ulthera,
ต่างกันตรงความลึกที่แก้ไขครับ
รายละเอียด | Thermage | Ulthera |
ประเภทพลังงาน | RF (คลื่นวิทยุความถี่สูง) | HIFU (คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสเฉพาะจุด) |
ระดับความลึก | ชั้นผิวแท้ 1.5~3 มม. (แบบพื้นที่/แผ่น) | SMAS 4.5 มม. (แบบจุดพลังงาน) |
ผลลัพธ์หลัก | โครงสร้างผิวแน่นกระชับ ผิวเรียบเนียน กระชับรูขุมขน | ยกผิวหน้าดึงกระชับ แก้แก้มห้อย เหนียงหย่อน |
ช่วงวัยที่แนะนำ | 30 ปีขึ้นไป หรือ 40 ปีแรกเริ่ม ที่ผิวขาดความยืดหยุ่น | 40 ปีขึ้นไป ที่หน้าเริ่มคล้อย เสียรูปทรงกรอบหน้า |
ความรู้สึกระหว่างทำ | ร้อนจี๊ดๆ อุ่นลึกสะสมในผิว | ตื้อๆ หน่วงๆ แสบจี๊ดๆ บริเวณแนวใต้กระดูก |
อย่างเช่น คนไข้วัย 45 ปีรายล่าสุดที่เข้ามารับบริการ แม้หน้าจะไม่ค่อยหย่อนคล้อยมาก
แต่ด้วยความที่ผิวบางลงทำให้มองเห็นริ้วรอยเล็กๆ ค่อนข้างชัดเจน
กรณีนี้หมอก็แนะนำให้เลือกทำ Thermage ก่อน Ulthera ครับ
ดังนั้น เกณฑ์การตัดสินใจที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขของอายุ
แต่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาใบหน้าของคุณในตอนนี้ส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบของ 'แผ่นผิวขาดความเด้ง' หรือ 'ความหย่อนยานคล้อยตัว (แนวดิ่ง)' มากกว่ากัน
3 คำถามยอดฮิตในห้องตรวจ
หมอขอตอบตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยนะครับ
Q1. ได้ยินมาว่าทำทั้งคู่พร้อมกันจะยิ่งดี
สามารถทำในวันเดียวกันเลยได้ไหมคะ?
A. หากให้สรุปด่วนๆ เลย หมอไม่แนะนำครับ
เพราะเราควรปล่อยให้ชั้นผิวได้รับการฟื้นฟู
และระบายความร้อนสะสมอย่างเพียงพอก่อนครับ
โดยลำดับขั้นตอนที่เห็นผลลัพธ์ดีที่สุดคือ ทำ Ulthera เพื่อยกกระชับรากฐานโครงสร้างผิวก่อน
และถัดมาอีกประมาณ 4~6 สัปดาห์ ค่อยฟื้นบำรุงด้วย Thermage เพื่อกระตุ้นผิวหน้าชั้นบนให้แน่นฟูเด้งกระชับครับ
Q2. ผลลัพธ์อยู่นานแค่ไหน?
จำเป็นต้องทำทุกปีไหมคะ?
A. ทั้งสองหัตถการจะให้ผลลัพธ์เฉลี่ยอยู่ที่ 12~18 เดือนครับ
แต่อยากให้มองในแง่ของ 'การชะลอกระบวนการชรา (Anti-aging)' มากกว่า
ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า 'ผลลัพธ์หายไปทั้งหมด'
หมอมักแนะนำให้โปรแกรมทำแบบ Full option เว้นระยะแบบปีเว้นปี
แล้วสลับมาทำทรีตเมนต์บำรุงเสริมเบาๆ
เพื่อช่วยพยุงผลลัพธ์ให้อยู่ประคองยาวนานขึ้นครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือสิ่งทึ่ต้องระวังเป็นพิเศษไหมคะ?
A. หลังหัตถการ Ulthera อาจมีอาการชาตึงชั่วขณะเกิดขึ้นได้
ส่วน Thermage หากใช้พลังงานสูงเกินไป อาจทำให้สูญเสียชั้นไขมันใต้ผิว (หน้าตอบ) ได้
ถึงแม้ในเคสปัจจุบันจะพบปัญหาเหล่านี้น้อยมากก็ตามครับ
ดังนั้น แทนที่จะโหมสาดพลังงานหรือเน้นอัดจำนวนช็อตเยอะๆ เพียงอย่างเดียว
การออกแบบค่าพลังงานที่เหมาะกับระดับความหนาและความยืดหยุ่นของผิวจริงรายบุคคล
จึงถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดครับ
วันนี้ถ้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากให้จำกลับไปให้ได้
— เลิกดูที่ 'อายุ' แล้วหันมาดูที่ 'สถาพผิวหน้าว่าเป็นแผ่นบางแห้ง หรือตกหย่อนคล้อยเป็นจุด'
ใช้จุดนี้เลือกหัตถการนะครับ
ในบล็อกถัดไป
หมอจะขอนำเคสจริงมาเล่าให้ฟังถึงเรื่อง
'ผลลัพธ์ที่แตกต่างของการทำ Ulthera และ Thermage ตามสัดส่วนระยะเวลาเว้นช่วงที่ต่างกัน' คอยติดตามนะครับ
ขอให้ทุกคนมีสุขภาพผิวที่ดีและอ่อนเยาว์ครับ เขียนโดย หมอวี ยองจิน
บทความที่เกี่ยวข้องแนะนำให้อ่าน

Thermage vs Ulthera ต่างกันอย่างไร? ทําไมวัย 30 และ 40
ถึงต้องเลือกทำไม่เหมือนกัน
"คุณหมอคะ มีแต่คนแนะนำให้ทำทั้ง Thermage และ Ulthera
จำเป็นต้องทำทั้งคู่เลยจริงๆ หรอคะ?"
เป็นคำถามที่หมอบ่อยมากๆ เลยครับ
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจให้ทุกคนฟังกันอย่างละเอียดเลยครับ

Thermage และ Ulthera
ชื่ออาจจะคล้ายกัน แต่ความจริงแล้วต่างกันสิ้นเชิงครับ
Thermage คือการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ RF (Radio Frequency)
ส่งความร้อนลงไปเคลือบและกระตุ้นชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ทั้งหมด
เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนหดตัวและสร้างใหม่
จุดเด่นของ Thermage ที่ต่างจาก Ulthera คือ
มันจะทำงานในลักษณะเป็น 'แผ่น (Area)' ครอบคลุมทั่วชั้นผิวครับ
ในทางกลับกัน Ulthera จะใช้เทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)
ยิงพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ที่ระดับ 4.5 มม.
โดยจะยิงเป็นพลังงานความร้อนขนาดเล็กเฉพาะจุดเหมือน 'จุดไข่ปลา (Dots)' เพื่อให้เกิดการหดตัว
ถึงแม้จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่งาน Anti-aging เหมือนกัน
แต่วิธีการทำงานและชั้นผิวที่กระทำนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ทำไมปัญหาหน้าหย่อนคล้อยเหมือนกัน แต่บางคนควรทำ Thermage
แล้วทำไมบางคนถึงควรทำ Ulthera
เจาะลึกประเด็นสำคัญโดย
หมอวี ยองจิน
Thermage ใช้ความร้อนจากคลื่น RF เคลือบและกระตุ้นชั้นผิวแท้ทั้งหมด
ในขณะที่ Ulthera ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ HIFU
กระตุ้นชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ SMAS ลึก 4.5 มม. เป็นจุดๆ
สำหรับวัย 30 ที่ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น Thermage คือคำตอบ
ส่วนวัย 40 ที่เริ่มมีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของโครงสร้างหน้า
Ulthera จะตอบโจทย์เป็นอันดับแรกครับ
ฟังแล้วหลายคนอาจจะแปลกใจนิดหน่อยนะครับ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคนไข้วัย 53 ปีเข้ามาปรึกษาหมอ
บอกว่า "อยากทำ Thermage จัดเต็ม 1500 ช็อตเลยค่ะ"
แต่หลังจากที่หมอได้ตรวจเช็กและสัมผัสผิวหน้า พร้อมดูรูปถ่ายอย่างละเอียดแล้ว
หมอพบว่าเนื้อแก้มตั้งแต่บริเวณใต้โหนกแก้มลงมาจนถึงมุมปาก
เริ่มคล้อยย้อยลงมาอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
ในกรณีแบบนี้ ต่อให้ทำ Thermage ไปแบบอันลิมิเต็ดช็อตแค่ไหน
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่ชัดเจนและไม่น่าพึงพอใจครับ
หมอเลยแนะนำให้ทำ Ulthera ก่อนเป็นอันดับแรก
นั่นเป็นเพราะ Thermage เป็นการยิงความร้อนลงลึก 1.5 - 3.0 มม. ในชั้นผิวแท้ เพื่อให้ผิวหดกระชับแบบครอบคลุมทั้งพื้นที่
จึงเก่งมากในเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่น ย่นกระชับโครงสร้างผิวชั้นบน
แต่หากโครงสร้างผิวระดับลึกอย่างชั้น SMAS (พังผืดอุ้มผิว) เกิดความหย่อนคล้อยไปแล้ว
มันเหมือนกับฐานบ้านทรุด ต่อให้เราจะไปทาสีหรือฉาบปูนตกแต่งชั้นบน (ชั้นผิวแท้) ให้แน่นแค่ไหน
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แทบจะไม่ชัดเจนเลยครับ
ตรงกันข้าม Ulthera จะใช้หัวแปลงสัญญาณขนาด 4.5 มม. ยิงตรงลึกเข้าสู่ชั้นพังผืด SMAS โดยตรง
จึงช่วยดึงรั้งและยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อยขึ้นไปได้ดีกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้เน้นการกระจายความร้อนทั่วชั้นผิวแท้เป็นแผ่นกว้าง
เรื่องงานละเอียดอย่างเนื้อผิวหรือริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines)
ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Ulthera เดี่ยวๆ อาจจะไม่จุใจเท่ากับทำ Thermage ครับ
ถ้าหากเปรียบเทียบเพิ่มกับโปรแกรม Inmode สรุปจะเข้าใจง่ายขึ้นไปอีกครับ
Inmode จะเก่งในเรื่องการจัดกรอบหน้าเฉพาะจุด เช่น การสลายไขมันใต้คาง
หรือเหนียงสองชั้น เพื่อปรับ "ไลน์กรอบหน้า" เป็นหลัก
สรุปง่ายๆ ก็คือ: งานแน่นกระชับผิวทั่วทั้งแผ่นยกให้ Thermage,
งานยกรั้งชั้นพังผืดกล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อยเลือก Ulthera,
ส่วนงานเก็บสัดส่วนเลเยอร์ไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดต้อง Inmode แต่ละเครื่องทำหน้าที่ต่างกันชัดเจนครับ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
Thermage เหมาะกับอาการ 'ผิวอ่อนแอ ย้วย ขาดความตึงกระชับ'
ส่วน Ulthera เหมาะกับอาการ 'หน้าย้อย แก้มตก กรอบหน้าหย่อนคล้อยลงด้านล่าง'
ลองประเมินเช็กตามความเป็นจริงตรงหน้ากระจกว่าเรามีปัญหาแบบไหน
จะทำให้เลือกโปรแกรมการดูแลดูแลรักษาได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

ใครเหมาะกับ Thermage
vs ใครเหมาะกับ Ulthera,
ต่างกันตรงความลึกที่แก้ไขครับ
รายละเอียด | Thermage | Ulthera |
ประเภทพลังงาน | RF (คลื่นวิทยุความถี่สูง) | HIFU (คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสเฉพาะจุด) |
ระดับความลึก | ชั้นผิวแท้ 1.5~3 มม. (แบบพื้นที่/แผ่น) | SMAS 4.5 มม. (แบบจุดพลังงาน) |
ผลลัพธ์หลัก | โครงสร้างผิวแน่นกระชับ ผิวเรียบเนียน กระชับรูขุมขน | ยกผิวหน้าดึงกระชับ แก้แก้มห้อย เหนียงหย่อน |
ช่วงวัยที่แนะนำ | 30 ปีขึ้นไป หรือ 40 ปีแรกเริ่ม ที่ผิวขาดความยืดหยุ่น | 40 ปีขึ้นไป ที่หน้าเริ่มคล้อย เสียรูปทรงกรอบหน้า |
ความรู้สึกระหว่างทำ | ร้อนจี๊ดๆ อุ่นลึกสะสมในผิว | ตื้อๆ หน่วงๆ แสบจี๊ดๆ บริเวณแนวใต้กระดูก |
อย่างเช่น คนไข้วัย 45 ปีรายล่าสุดที่เข้ามารับบริการ แม้หน้าจะไม่ค่อยหย่อนคล้อยมาก
แต่ด้วยความที่ผิวบางลงทำให้มองเห็นริ้วรอยเล็กๆ ค่อนข้างชัดเจน
กรณีนี้หมอก็แนะนำให้เลือกทำ Thermage ก่อน Ulthera ครับ
ดังนั้น เกณฑ์การตัดสินใจที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขของอายุ
แต่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาใบหน้าของคุณในตอนนี้ส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบของ 'แผ่นผิวขาดความเด้ง' หรือ 'ความหย่อนยานคล้อยตัว (แนวดิ่ง)' มากกว่ากัน
3 คำถามยอดฮิตในห้องตรวจ
หมอขอตอบตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยนะครับ
Q1. ได้ยินมาว่าทำทั้งคู่พร้อมกันจะยิ่งดี
สามารถทำในวันเดียวกันเลยได้ไหมคะ?
A. หากให้สรุปด่วนๆ เลย หมอไม่แนะนำครับ
เพราะเราควรปล่อยให้ชั้นผิวได้รับการฟื้นฟู
และระบายความร้อนสะสมอย่างเพียงพอก่อนครับ
โดยลำดับขั้นตอนที่เห็นผลลัพธ์ดีที่สุดคือ ทำ Ulthera เพื่อยกกระชับรากฐานโครงสร้างผิวก่อน
และถัดมาอีกประมาณ 4~6 สัปดาห์ ค่อยฟื้นบำรุงด้วย Thermage เพื่อกระตุ้นผิวหน้าชั้นบนให้แน่นฟูเด้งกระชับครับ
Q2. ผลลัพธ์อยู่นานแค่ไหน?
จำเป็นต้องทำทุกปีไหมคะ?
A. ทั้งสองหัตถการจะให้ผลลัพธ์เฉลี่ยอยู่ที่ 12~18 เดือนครับ
แต่อยากให้มองในแง่ของ 'การชะลอกระบวนการชรา (Anti-aging)' มากกว่า
ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า 'ผลลัพธ์หายไปทั้งหมด'
หมอมักแนะนำให้โปรแกรมทำแบบ Full option เว้นระยะแบบปีเว้นปี
แล้วสลับมาทำทรีตเมนต์บำรุงเสริมเบาๆ
เพื่อช่วยพยุงผลลัพธ์ให้อยู่ประคองยาวนานขึ้นครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือสิ่งทึ่ต้องระวังเป็นพิเศษไหมคะ?
A. หลังหัตถการ Ulthera อาจมีอาการชาตึงชั่วขณะเกิดขึ้นได้
ส่วน Thermage หากใช้พลังงานสูงเกินไป อาจทำให้สูญเสียชั้นไขมันใต้ผิว (หน้าตอบ) ได้
ถึงแม้ในเคสปัจจุบันจะพบปัญหาเหล่านี้น้อยมากก็ตามครับ
ดังนั้น แทนที่จะโหมสาดพลังงานหรือเน้นอัดจำนวนช็อตเยอะๆ เพียงอย่างเดียว
การออกแบบค่าพลังงานที่เหมาะกับระดับความหนาและความยืดหยุ่นของผิวจริงรายบุคคล
จึงถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดครับ
วันนี้ถ้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากให้จำกลับไปให้ได้
— เลิกดูที่ 'อายุ' แล้วหันมาดูที่ 'สถาพผิวหน้าว่าเป็นแผ่นบางแห้ง หรือตกหย่อนคล้อยเป็นจุด'
ใช้จุดนี้เลือกหัตถการนะครับ
ในบล็อกถัดไป
หมอจะขอนำเคสจริงมาเล่าให้ฟังถึงเรื่อง
'ผลลัพธ์ที่แตกต่างของการทำ Ulthera และ Thermage ตามสัดส่วนระยะเวลาเว้นช่วงที่ต่างกัน' คอยติดตามนะครับ
ขอให้ทุกคนมีสุขภาพผิวที่ดีและอ่อนเยาว์ครับ เขียนโดย หมอวี ยองจิน
บทความที่เกี่ยวข้องแนะนำให้อ่าน
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
ถ้าคิดว่าการทำ Onda Lifting จะเหมือนกับ Thermage หรือ Ultherapy ละก็ อาจจะผิดหวังได้นะคะ
รวบรวมข้อมูลมาให้แล้วค่ะ! ทำไมถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์ของ Onda Lifting ทันทีหลังทำ? พร้อมไขข้อแตกต่างระหว่าง Thermage และ Ulthera รวมถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาคงผลลัพธ์สำหรับผิวหน้าและผิวกาย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
스킨보톡스 (Skin Botox) ไม่ใช่ตัวยาที่ ‘ฤทธิ์อ่อนกว่า’ นะคะ — แต่เป็นวิธีฉีดแบบพิเศษเพื่อช่วยกระชับรูขุมขนและควบคุมความมันค่ะ
แม้จะเป็นโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เหมือนกัน แต่ถ้าใช้ความเข้มข้นและฉีดในความลึกที่ต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ต่างกันค่ะ วันนี้เราสรุปทั้งขอบเขตผลลัพธ์ของ skin botox ระยะเวลาการคงผลลัพธ์ ไปจนถึงรอยเข็มหลังทำทันทีมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

ผิว
Oligio ที่เขาว่าเป็น 'Thermage เกาหลี' ทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ปังเหมือนกันไหมนะ?
สรุปมาให้แล้วค่ะ! ความเหมือนและความต่างระหว่าง Oligio และ Thermage ทำไมถึงเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 2-3 เดือน พร้อมข้อมูลเรื่องความเจ็บและระยะเวลาในการคงผลลัพธ์

กำจัดขน
ทำไมการเลเซอร์กำจัดขนบริเวณเครา (턱수염) ถึงต้องทำจำนวนครั้งเยอะกว่าการทำบริเวณหนวด (콧수염)?
แม้จะเป็นหนวดเคราบนใบหน้าเหมือนกัน แต่ความหนาและความหนาแน่นของเส้นขนในแต่ละจุดนั้นแตกต่างกัน ทำให้จำนวนครั้งในการเลเซอร์ไม่เท่ากันเลยค่ะ วันนี้เราสรุปเกณฑ์จำนวนครั้งและการออกแบบสำหรับการทำเลเซอร์กำจัดขนบริเวณหนวดและเครามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เลือกคลินิกผิวหนังย่านฮงแด สิ่งสำคัญที่ต้องดูก่อนดูชื่อโปรแกรมรักษา
ทำไมหัตถการเดียวกันแต่ผลลัพธ์ที่ได้ถึงต่างกัน? คำตอบอยู่ที่การประเมินผิวและการตั้งค่าเครื่องค่ะ วันนี้เราสรุปเกณฑ์การเลือกคลินิกผิวหนังในย่านฮงแดมาให้ช้อปปิ้งคลินิกกันแบบชัวร์ๆ แล้วค่ะ

ผิว
ทำไมการเลือกคลินิกผิวหนังใกล้สถานี Hapjeong ถึงตอบโจทย์ที่สุด สำหรับหัตถการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
การทำกำจัดขน, ยกกระชับ (lifting) และ skin booster ต้องทำอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนดหลายๆ ครั้ง ผลลัพธ์ถึงจะค่อยๆ สะสมและเห็นผลชัดเจนนะคะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมความสะดวกในการเดินทางไปคลินิกถึงมีผลต่อผลลัพธ์การรักษาค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



