รีวิวฉีดสลายไขมันโหนกแก้มต่างกันสุดขั้ว ไขมันหนา 2–5 มม. ต้นเหตุคือกระดูก ฉีดแล้วยิ่งดูแก่

ขอสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ก่อนเลยนะครับ
การที่โหนกแก้มดูปูดนูนขึ้นมา
ไม่ได้แปลว่าเป็นเพราะไขมันเสมอไปครับ
ถ้าสาเหตุเกิดจากกระดูก แต่เราดันไปฉีดเมโสสลายไขมัน (lipolysis injection)
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นศูนย์ แถมยังทำให้แก้มดูตอบและยวบลง
ยิ่งทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัยไปอีกครับ
ในบทความนี้ หมอจะมาแชร์เหตุผลให้ฟังกันแบบเจาะลึกครับ

ฉีดสลายไขมันโหนกแก้ม
ทำไมรีวิวถึงมีทั้งดีมากและแย่มากแบบสุดขั้วขนาดนี้?
การฉีดสลายไขมันโหนกแก้ม
เป็นตัวยาในกลุ่ม Deoxycholic acid
ที่จะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ไขมันใต้ผิวหนัง
ช่วยให้ไขมันเกิดการสลายตัวและถูกขับออกจากร่างกายครับ
ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ใช้ลดไขมันใต้คางหรือต้นขา
แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับบริเวณโหนกแก้มนั่นเองครับ
แต่จุดที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างใต้คาง หน้าท้อง กับบริเวณโหนกแก้มก็คือ
มีข้อแตกต่างที่สำคัญมากอยู่หนึ่งอย่างครับ
นั่นคือชั้นไขมันบริเวณโหนกแก้มที่ต้องการสลายนั้น มีความบางมากๆ ครับ
![[คำเตือน] ไขมันบริเวณโหนกแก้มหนาแค่ 2mm หากละลายมั่วซั่วอาจทำให้ดูแก่ขึ้น](https://framerusercontent.com/images/A9DEkiP7BdWTJdgU63J63721NE.jpg)
สาเหตุที่แท้จริงของโหนกแก้มปูดนูน
— ต้องเช็กให้ออกก่อนว่าเป็นที่กระดูกหรือไขมัน
Key Point สำคัญของบทความนี้
ต้องแยกให้ออกก่อนว่าสาเหตุที่แท้จริงของโหนกแก้มปูดนูน
เกิดจากกระดูกหรือเกิดจากไขมันกันแน่
เนื่องจากชั้นไขมันบริเวณโหนกแก้มนั้นบางมาก เฉลี่ยเพียง 2~5 มม. เท่านั้น
ถ้าสาเหตุมาจากกระดูกแต่ไปฉีดสลายไขมัน นอกจากจะไม่เห็นผลแล้ว
ยังอาจทำให้แก้มตอบจนหน้าดูโทรมและดูแก่กว่าวัยได้ครับ
สำหรับใครที่เสิร์ชคำว่า "รีวิวฉีดสลายไขมันโหนกแก้ม" แล้วเข้ามาเจอบทความนี้
หมอเข้าใจว่าทุกคนน่าจะมีข้อกังวลใจแบบนี้อยู่ใช่ไหมคะ
บางคนก็บอกว่าฉีดแล้วเห็นผลดีมาก
แตบางคนบอกฉีดแล้วหน้ายิ่งดูตอบดูโทรมยวบลงไปอีก
จนไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลฝั่งไหนดี
ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างก้ำกึ่งมากครับ
เพราะจริงๆ แล้ว รีวิวทั้งสองด้านต่างก็เป็นเรื่องจริงทั้งคู่ครับ
การฉีดตัวยาชนิดเดียวกัน แต่ทำไมได้ผลลัพธ์
ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มันมีเหตุผลอยู่ครับ
หัวใจสำคัญอยู่ที่การวิเคราะห์สาเหตุของการนูนตัวของโหนกแก้มครับ
จากที่หมอจับประเมินคนไข้ที่มีโหนกแก้มเด่นชัดในห้องตรวจ
สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ครับ
กลุ่มโหนกแก้มจากโครงกระดูก (Bone Type)
เคสที่ตัวกระดูกโหนกแก้มเองมีความกว้างหรือพุ่งยื่นมาทางด้านหน้าและด้านข้าง
กลุ่มโหนกแก้มจากไขมัน (Fat Type)
โครงกระดูกปกติทั่วไป
แต่มีชั้นไขมัน (Fat Pad) บนโหนกแก้มหนาตัว
กลุ่มโหนกแก้มจากการหย่อนคล้อยตามวัย (Aging Type)
เมื่ออายุเยอะขึ้น แก้มใต้โหนกเกิดการยุบตัวและหย่อนคล้อย
จึงทำให้โหนกแก้มดูเด่นปูดขึ้นมาโดยเปรียบเทียบครับ
และนี่คือจุดสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจนะครับ
ความหนาของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้ม
โดยเฉลี่ยแล้วมีเพียงแค่ 2~5 มิลลิเมตรเท่านั้นครับ
เมื่อเทียบกับไขมันหน้าท้องหรือใต้คางที่มีความหนาถึง 1~2 เซนติเมตร
ไขมันโหนกแก้มคิดเป็นแค่ 1 ใน 5 เท่านั้นเองครับ
ถ้าไขมันที่บางอยู่แล้ว โดนเข็มฉีดสลายไขมัน
เข้าไปทำให้ละลายเพิ่มขึ้นอีก จะเกิดอะไรขึ้นครับ?
ในเคสที่ปัญหาเกิดจากโครงสร้างกระดูก
โครงร่างกระดูกขากรรไกรและโหนกแก้มก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ไขมันบางๆ ที่เคยทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับผิวกลับหายไป
ผลลัพธ์ที่ได้คือ กระดูกโหนกแก้มจะเห็นชัดขึ้นกว่าเดิม
และบริเวณใต้โหนกแก้มจะดูตอบลง ทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัยทันทีครับ
หมอนึกถึงคนไข้วัย 41 ปีท่านหนึ่ง
ที่เพิ่งเข้ามาปรึกษาหมอเมื่อไม่นานมานี้เลยครับ
เธอเคยไปฉีดสลายไขมันโหนกแก้มจากคลินิกอื่นมาแล้ว 3 ครั้ง
แต่รู้สึกว่าไม่เห็นผลเลยแม้แต่น้อย
พอหมอเคสตรวจและลองจับดู ก็พบว่าเป็นกระดูกโหนกแก้มที่ขยายออกด้านข้าง
ซึ่งเป็นเคสกระดูกโหนกแก้มเด่นชัดแบบพิมพ์นิยมเลยครับ
แถมแทบจะไม่มีชั้นไขมัน (Fat Pad) เลยด้วยซ้ำ
สำหรับเคสประเภทนี้ การแนะนำให้ฉีดสลายไขมัน
จึงไม่มีประโยชน์และไม่เกิดผลลัพธ์ใดๆ เลยครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
การฉีดสลายไขมันโหนกแก้ม
จะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเฉพาะกับ 'คนที่มีชั้นไขมันหนาบนโหนกแก้ม
ที่สามารถใช้นิ้วคีบจับเนื้อขึ้นมาได้ชัดเจน' เท่านั้นครับ
หากคนที่มีสาเหตุมาจากโครงกระดูกไปฉีด ผลลัพธ์จะเป็น 0
แถมแก้มจะยิ่งตอบลงและอาจส่งผลให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัยได้อีกด้วย
ดังนั้น ก่อนจะไปค้นหารีวิว ลองมาประเมินตัวเองเบื้องต้นดูก่อนนะครับ
ว่าโหนกแก้มของเราเกิดจากกระดูกหรือไขมันกันแน่

ฉีดสลายไขมันโหนกแก้ม
เช็กด่วนว่าตัวเราจัดอยู่ในกลุ่มไหน
ประเภท | จุดสังเกตเพื่อประเมินตัวเอง | ระดับความเหมาะสมในการฉีด |
กลุ่มไขมัน | เนื้อบริเวณโหนกแก้มสามารถใช้นิ้วคีบขึ้นมาได้หนากว่า 1 ซม. | ○ (เห็นผลดีมาก) |
กลุ่มกระดูก | เป็นคนค่อนข้างผอม แต่โครงกระดูกโหนกแก้มดูนูนเด่นชัดเจน | ✕ (แทบไม่เห็นผล) |
กลุ่มหย่อนคล้อยตามวัย | วัย 40+ แก้มใต้โหนกตอบลง ทำให้โหนกแก้มดูนูนเด่นขึ้น | ✕ (ยิ่งตอบและยุบตัวกว่าเดิม) |
กลุ่มผสม | มีทั้งโครงกระดูกโหนกแก้มร่วมกับมีเนื้อไขมันหนาสะสมอยู่ด้วย | △ (เห็นผลบางส่วน) |
สำหรับคนไข้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเนื้อไขมัน ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกถึง
การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นตั้งแต่การฉีดครั้งที่ 2 เป็นต้นไปครับ
เมื่อฉีดครบ 3-4 ครั้ง ปริมาตรความหนาบนโหนกแก้ม
จะดูลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ลดลงในระดับที่พึงพอใจ
แนะนำให้ฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ครั้งขึ้นไป
โดยเว้นระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 4~6 สัปดาห์ครับ
ฉีดสลายไขมันโหนกแก้ม
3 สิ่งสุดท้ายที่ต้องเช็กก่อนตัดสินใจทำ
Q1. เห็นในรีวิวมีคนบอกว่าเห็นผลดีกันเยอะมาก
หนูขอลองฉีดดูสักครั้งก่อนไม่ได้เหรอคะ?
A. ถ้าประเมินแล้วพบว่าโหนกแก้มของคุณเป็นกลุ่มไขมันหนาจริง
วิธีการรักษานี้ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและตอบโจทย์มากๆ ครับ
แต่ถ้าคนไข้ในกลุ่มกระดูกหรือในกลุ่มหย่อนคล้อยตามวัย
เลือกที่จะลองฉีดดูดูก่อน นอกจากจะไม่เห็นผลลัพธ์แล้ว
ไขมันบางๆ ใต้โหนกแก้มก็อาจจะถูกสลายหายไปด้วย
จนหน้าดูตอบและซูบโทรมลงแก้มยุบตัวได้ง่ายครับ
ซึ่งไขมันที่สลายตัวไปแล้วนั้น
จะไม่กลับมาเติมเต็มได้เองในระยะเวลาอันสั้นนะครับ
ดังนั้น การเข้ารับการตรวจวิเคราะห์ความหนาของไขมันโหนกแก้ม
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดครับ
Q2. ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์เหมือนในรีวิวครับ?
แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะเป็นอย่างไร?
A. แทบจะไม่มีเคสไหนที่ฉีดแค่ครั้งเดียวแล้วร้อง "ว้าว" โหนกแก้มยุบเลยครับ
เนื่องจากการที่ผนังเซลล์ไขมันจะสลายตัวและขับออกจากร่างกาย
ต้องใช้เวลาในการทำงานของตัวยาพอสมควรครับ
โดยปกติแล้ว จะต้องทำทรีตเมนต์ประมาณ 3 ครั้ง
เว้นระยะห่างทุก 4 สัปดาห์ เพื่อติดตามผลการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น แนะนำให้คำนวณงบประมาณอ้างอิงจากคอร์ส 3 ครั้ง
จะมีความแม่นยำและคุ้มค่ากว่าการคำนวณราคาต่อครั้งครับ
Q3. มีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องระวังบ้างไหมคะ?
แอบกังวลเพราะมันอยู่ใกล้เคียงกับเส้นประสาทตรงโหนกแก้มครับ
A. ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดของการฉีดสลายไขมัน
ไม่ใช่เรื่องของเส้นประสาทถูกทำลายครับ
แต่เป็น 'การสูญเสียปริมาตรใบหน้าที่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตรงตามความตั้งใจ'
เช่น หากฉีดในชั้นตื้นเกินไปอาจเกิดผิวบุ๋มขรุขระ หรือหากกระจายยาเป็นวงกว้างเกินไป
ก็อาจทำให้แก้มด้านล่างใต้โหนกตอบตัวอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากบริเวณโหนกแก้มนั้น
เป็นเส้นทางผ่านของแขนงเส้นประสาทใบหน้า (Facial nerve branch)
คีย์สำคัญจึงอยู่ที่ความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการรักษาที่เข้าใจอนาโตมีกายวิภาค
และสามารถควบคุมความลึกในการลงเข็มฉีดยาได้อย่างแม่นยำครับ
ถ้าจะให้จดจำสิ่งสำคัญที่สุดไปเพียงข้อเดียวในวันนี้
— ก่อนจะเซฟรีวิว ให้ลองเอานิ้วมือไปจิกดึงไขมัน
บริเวณโหนกแก้มของตัวเองขึ้นมาเช็กดูก่อนครับ
ถ้าดึงเนื้อขึ้นมาได้ 1 ซม. ขึ้นไป แปลว่าเหมาะที่จะลองฉีดครับ
แต่ถ้าดึงแล้วไม่ติดเนื้อขึ้นมาเลย ควรต้องพิจารณาแนวทางการรักษาด้วยวิธีอื่นแทนนะครับ
ในบทความถัดไป
หมอจะมาพูดถึงหัวข้อ 'สำหรับคนที่มีปัญหาโหนกแก้มสูงแต่ไม่มีเนื้อไขมันเลย
เราพอจะมีนวัตกรรมตัวไหนมาช่วยแก้ไขได้บ้าง' อย่าลืมติดตามกันนะครับ
ช่องทางติดต่อและปรึกษาผ่าน LINE
หากอยากรู้ว่าโปรแกรมนี้เหมาะกับใบหน้าของเราไหม หมอพร้อมให้คำปรึกษาด้วยตัวเองโดยตรงเลยครับ
▶ ปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE คลิกที่นี่
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เสมอ หมอวี ยองจิน ยินดีให้บริการครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?
เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ

ผิว
Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?
รอยย่นรอบดวงตาแต่ละประเภทต้องการการดูแลต่างกัน เจาะลึกว่า Rejuran HB คนเดียวพอ หรือต้องเสริม Botox

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?
กรามเริ่มกลับมาเหลี่ยมหลัง Botox? บทความนี้แนะนำสัญญาณบ่งบอกและจังหวะทำซ้ำที่เหมาะสมค่ะ

ผิว
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ผิว แบบไหนทำได้-ควรรอ และการดูแล Skin Barrier ก่อน-หลังทำ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ



